ตลาดหุ้นทั่วโลกเคลื่อนไหวปรับขึ้นได้ดีท่ามกลางสภาพคล่องที่ลดลงก่อนวันหยุดยาว โดยช่วงต้นสัปดาห์ตลาดปรับตัวขึ้นได้ดีจากหุ้นเทคโนโลยี หลังเงินเฟ้อสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาดและผลประกอบการ Micron ดีกว่าคาด ก่อนที่จะเริ่มหมุนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้น Defensive ขณะที่ตลาดเอเชียอ่อนตัวเป็นระยะ โดยญี่ปุ่นรับรู้ผลประชุม BOJ ที่เป็นไปตามคาดและยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยชัดเจน ทำให้เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง ช่วงปลายสัปดาห์บรรยากาศการลงทุนเบาบางขึ้นก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว ด้านสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำปรับตัวขึ้นเด่นสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยขึ้นควบคู่กับดัชนีหุ้นสหรัฐฯนักลงทุนยังไม่แน่ใจถึงแนวโน้มในปีหน้าทำให้เกิดการลดความเสี่ยงโดยการลงทุนในทองคำ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเล็กน้อยจากภาวะระมัดระวังความเสี่ยงของนักลงทุน


ตลาดหุ้นทั่วโลกทรงตัว Earning Yield ทรงตัวในระดับเดิมแต่มีเวียดนาม Earning Yield ปรับขึ้นแรงจากราคาหุ้นที่ปรับลงแรง ขณะที่ Bond yield เริ่มลงเล็กน้อย ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มกว้างกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

มุมมองแนวโน้มตลาดหลังจากรับข่าวเรื่องของแนวโน้มการลดดอกเบี้ย สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่โหมดยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง หากค่าเงินดอลลาร์มีการแข็งค่าอย่างมีนัยยะและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยปรับตัวลดลงต่อ มองส่าตลาดอาจเลือกทิศทางการพักตัวมากกว่าขึ้นต่อเนื่อง
Economic Calendar

General Border Committee
อัปเดตล่าสุดของการประชุมไทย-กัมพูชา (GBC: General Border Committee) ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการหยุดยิงครับ:
1) การประชุม GBC ระหว่างไทย-กัมพูชา
การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นที่ จันทบุรี หลายรอบเพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติการสู้รบและความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 และมีการประชุมหลายรอบทั้งระดับเลขานุการและระดับคณะเต็มชุด.
ในรอบ วันที่ 26 ธันวาคม (รอบที่ 4) ยัง ไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ ฝ่ายกัมพูชายังต้องพิจารณาร่างข้อเสนอร่วมเพิ่มเติม.
2) ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามแล้ว
ในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้ประชุมและ ลงนาม “ข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข” ภายใต้ GBC. ข้อตกลงบังคับใช้ตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. โดยกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที ไม่ย้ายหรือเสริมกำลังทหาร และติดตามผลผลบังคับใช้ในช่วง 72 ชั่วโมง ต่อมา.
รายละเอียดในแถลงการณ์ร่วมมี 16 ข้อ ที่ครอบคลุมการลดความตึงเครียด การคงกำลัง การคืนสภาพให้พลเรือนกลับบ้าน การงดกิจกรรมทางทหาร หรือกิจกรรมยั่วยุ รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการตรวจสอบการปฏิบัติ.
3) ปฏิกิริยาระหว่างประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา โดยชื่นชมการใช้มาตรการลดความรุนแรงและการยอมรับให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังที่มีอยู่.
4) การประชุมเพิ่มเติม 3 ฝ่าย (จีน-ไทย-กัมพูชา)
การประชุม 3 ฝ่าย จีน–ไทย–กัมพูชา (28–29 ธ.ค. ที่ยูนนาน) เป็นเวทีต่อยอดหลังข้อตกลงหยุดยิง โดยจีนทำหน้าที่ “คนกลาง” สนับสนุนให้ทั้งไทยและกัมพูชาคงการหยุดยิง ลดความตึงเครียด และใช้การเจรจาทางการทูตต่อเนื่อง ยังไม่มีข้อตกลงใหม่เชิงรูปธรรม แต่เป็นสัญญาณบวกว่าทุกฝ่ายเลือกแนวทางสันติและการพูดคุยมากกว่าการเผชิญหน้า
source : Vietnam’s Vingroup to withdraw bid for $67-bln North-South high-speed railway | Reuters
Vingroup to withdraw bid for North-South high-speed railway
📌 รายละเอียดประเด็นหลัก :
Vietnam’s Vingroup to withdraw bid for $67-bln North-South high-speed railway — Vingroup ระบุว่าจะ ถอนข้อเสนอการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 67 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเชื่อม Hanoi – Ho Chi Minh City เพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่โครงการอื่นของบริษัทแทน โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลมาจากการประเมินทรัพยากรใหม่หลังจากได้รับมอบหมายงานสำคัญอื่น ๆแล้ว
📉 ผลตอบรับของตลาด:
หลังประกาศข่าวนี้ หุ้นของ Vingroup (VIC) และบริษัทย่อยเช่น Vinhomes (VHM) และ Vincom Retail (VRE) ร่วงราว 7% ขณะที่หุ้น Vinpearl ลดลงประมาณ 3% ซึ่งดึงดัชนี VN-Index ลงแรงกว่า 2% ในวันนั้น — เนื่องจากกลุ่มหุ้น Vin มีสัดส่วนใหญ่ในตลาด
📌 สาเหตุ:
ในข้อเสนอที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ VinSpeed (บริษัทในเครือของ Vingroup) วางแผนว่าจะรับผิดชอบเงินลงทุนประมาณ 20% ของต้นทุนโครงการและขอให้ส่วนที่เหลือ 80% เป็นเงินกู้จากรัฐโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่แนวทางนี้มีเสียงวิจารณ์ในเชิงความเสี่ยงด้านงบประมาณและบทบาทรัฐ ซึ่งอาจทำให้โครงการมีต้นทุนทางการคลังเพิ่มขึ้น — นำไปสู่การเปลี่ยนแผนและถอนตัวดังกล่าว
source : Vietnam’s Vingroup to withdraw bid for $67-bln North-South high-speed railway | Reuters
China’s finance minister pledges expanding fiscal spending in 2026
นโยบายการคลังและแผนการดำเนินงานสำหรับปี 2026 ดังนี้:
1.ยืนยันใช้นโยบายการคลังแบบ “เชิงรุก” มากขึ้นในปี 2026 ทางการคลังจีนระบุว่าจะเดินหน้ามาตรการด้านการคลังที่เป็นเชิงรุกมากขึ้นในปีหน้า โดยมุ่งกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงทางสังคม เช่น ระบบสวัสดิการ สุขภาพ และการศึกษา เพื่อสร้างฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 (2026-2030)
2. ขยายขนาดการใช้จ่ายทางการคลังและปรับโครงสร้างงบประมาณ กระทรวงฯ ให้คำมั่นว่าจะ ขยายการใช้จ่ายทางการคลัง (fiscal expenditure) โดยจะปรับปรุงโครงสร้างงบประมาณเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มการใช้เครื่องมืออย่าง พันธบัตรรัฐบาล และการประสานนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินเพื่อเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ
3. ส่งเสริมการบริโภคและการลงทุนในภาคเศรษฐกิจใหม่ แผนการคลังมุ่งเน้นการ ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือ “trade-in programs” เพื่อกระตุ้นยอดขาย และ ลงทุนในภาคเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนากำลังคน รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
4. เน้นการลดความเสี่ยงหนี้และการจัดการงบประมาณท้องถิ่น ในขณะที่เปิดรับการขยายการใช้จ่าย กระทรวงฯ ยังเน้นการ ควบคุมความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น โดยมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ซ่อนเร้นใหม่ และพยายามแก้ปัญหาหนี้เก่าเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบการคลัง
5. เป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจ จีนคาดว่าจะยังคงตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ราว 5% ในปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องใช้การสนับสนุนด้านการคลังและการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความท้าทายภายนอกและภายในประเทศ
โดยสรุปแล้ว แนวทางการคลังของจีนในปี 2026 จะเน้นการใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนเชิงนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมทั้งควบคุมความเสี่ยงด้านหนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะกลางและยาว
source : Update: China’s finance minister pledges expanding fiscal spending in 2026-Xinhua
China launches venture capital funds
จีนตั้งกองทุนร่วมลงทุนเพื่อผลักดัน Hard Technology (Reuters)
จีนได้เปิดตัว 3 กองทุนร่วมลงทุน (venture capital funds) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อมุ่งเน้นการลงทุนในสาขา “เทคโนโลยีเชิงลึก (hard technology)” โดยแต่ละกองทุนมีเงินทุนมากกว่า 50 พันล้านหยวน (~7.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัปในระยะเริ่มต้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 500 ล้านหยวน
กองทุนเหล่านี้จะเน้นลงทุนในบริษัทที่ทำงานด้าน ชิ้นส่วนวงจรรวม (integrated circuits), เทคโนโลยีควอนตัม, ชีวเวชภัณฑ์ (biomedicine), การเชื่อมต่อสมอง-คอมพิวเตอร์ (brain-computer interfaces) และ อุตสาหกรรมอวกาศ โดยแต่ละดีลจะไม่เกิน 50 ล้านหยวนต่อบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของจีนในการ พัฒนาขีดความสามารถเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาภายนอก
source : China launches venture capital funds to invest in ‘hard technology’, state media report | Reuters
Nvidia joining Big Tech deal spree, to license Groq technology
Nvidia เข้าทำข้อตกลงกับ Groq เพื่อใช้เทคโนโลยีชิป (license technology) และดึงตัวผู้บริหารของ Groq เข้ามาทำงานด้วย โดย Groq จะยังคงดำเนินกิจการเป็นบริษัทอิสระภายใต้ซีอีโอคนใหม่ของตัวเอง Nvidia ตกลง ใช้สิทธิลิขสิทธิ์เทคโนโลยีชิปของ Groq แบบไม่ผูกขาด (non-exclusive license) และจ้างผู้บริหารสำคัญของ Groq ไว้กับบริษัทเพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป
CNBC รายงานว่าน่าจะมีมูลค่ารวม ราว 20 พันล้านดอลลาร์ แต่ทั้ง Nvidia และ Groq ยังไม่ได้ยืนยันมูลค่าทางการอย่างเป็นทางการ
Groq จะยังคงเป็นบริษัทแยกตัวเองอยู่ โดยซีอีโอคนใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน พร้อมให้บริการคลาวด์ของตัวเองต่อไป
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการจัดโครงสร้างแบบ licensing + talent transfer นี้อาจช่วยลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบการแข่งขัน (antitrust) เมื่อเทียบกับการซื้อบริษัททั้งหมดโดยตรง
Groq เด่นที่ ชิป AI สำหรับ inference โดยเฉพาะ (LPU) ให้ ความเร็วสูง หน่วงต่ำ และประหยัดพลังงาน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ deterministic และ หน่วยความจำ SRAM บนชิป เหมาะกับงาน AI เรียลไทม์อย่างแชทบอท พร้อมต่อยอดผ่าน GroqCloud และมีแรงหนุนจาก เงินลงทุน–พันธมิตรระดับโลก ทำให้เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด inference ที่กำลังโตเร็ว
นอกจากนี้หุ้น Nvidia แจ้งลูกค้าในจีนว่าจะเริ่มส่งมอบ ชิป AI รุ่น H200 ซึ่งเป็นชิป AI ประสิทธิภาพสูง รองจากระดับสูงสุด ให้แก่ลูกค้าจีนก่อนปีใหม่ตรุษจีน (กลางกุมภาพันธ์ 2026) โดยล็อตแรกคาดว่าจะเป็นการใช้สต็อกที่มีอยู่ประมาณ 5,000–10,000 โมดูล (~40,000–80,000 ชิป) แต่แผนนี้ยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากรัฐบาลจีน หลังสหรัฐฯ เปลี่ยนมาตรการอนุญาตการส่งออกชิปให้จีน โดยมีเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการนำเข้า 25%
source : Nvidia, joining Big Tech deal spree, to license Groq technology, hire executives | Reuters
US approves Wegovy pill
หุ้น Novo Nordisk พุ่งขึ้นราว 10% หลังสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) อนุมัติ Wegovy ชนิดเม็ด ซึ่งเป็นยาลดน้ำหนักแบบรับประทานครั้งแรกในตลาด ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดยาลดน้ำหนักที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้ป่วยที่ไม่ต้องการฉีดยา
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่าความได้เปรียบดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่าง Eli Lilly มีแผนเปิดตัวยาเม็ดลดน้ำหนัก orforglipron ในปี 2026 ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น
ตลาดคาดว่ายาลดน้ำหนักแบบเม็ดจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ใหม่ แม้ประสิทธิภาพโดยรวมยังต่ำกว่ายาฉีดอย่าง Wegovy และ Ozempic ทั้งนี้ Novo Nordisk และ Eli Lilly ได้ตกลงตั้งราคาเริ่มต้นที่ 149 ดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับผู้ป่วยที่ชำระเงินสดในสหรัฐฯ พร้อมโครงสร้างราคาพิเศษสำหรับผู้ใช้สิทธิ Medicare และ Medicaid ภายใต้ข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ
source : Novo Nordisk shares jump after US approves Wegovy pill | Reuters
Continuous bull signal

ภาพรวมตลาดในกราฟนี้อยู่ในสภาวะ Risk-On เต็มรูปแบบ (นักลงทุนกล้าเสี่ยง) ขับเคลื่อนด้วยธีมหลักคือ “การเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ” (Dollar Debasement) เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง สินทรัพย์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือบิทคอยน์ ต่างพากันปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time Highs)
1. ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก: US Dollar Index (DXY) – เส้นสีน้ำเงิน
- สถานะ: ขาลง (Bearish)
- วิเคราะห์: DXY ร่วงหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 100 จุด ลงมาอยู่ที่ประมาณ 98.63 การที่ดอลลาร์ทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Lows) อย่างต่อเนื่อง เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ราคาสินทรัพย์อื่นพุ่งสูงขึ้น (เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนใหญ่อ้างอิงราคาเป็น USD)
- ผลกระทบ: ตราบใดที่ DXY ยังอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยและไม่สามารถยืนเหนือ 100-102 ได้ แนวโน้มของสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงสดใส
2. ตลาดหุ้น: S&P 500 (SPX) – เส้นสีเขียว
- สถานะ: ขาขึ้นแข็งแกร่ง (Strong Bullish)
- ราคาในกราฟ: ~6,834 จุด
- วิเคราะห์: กราฟทำทรงพุ่งขึ้นแบบชัน (Parabolic) แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่สูงมาก และสภาพคล่องในระบบที่ล้นเหลือ การที่หุ้นขึ้นพร้อมกับทองคำ บ่งบอกว่าตลาดไม่ได้กลัวความเสี่ยง แต่กลัว “การถือเงินสด” มากกว่า
3. ทองคำ (Gold) – เส้นสีส้ม
- สถานะ: Super Bullish (กระทิงดุ)
- ราคาในกราฟ: ~4,405 ดอลลาร์/ออนซ์
- วิเคราะห์: ราคาทองคำในกราฟนี้พุ่งขึ้นรุนแรงมากจนฉีกออกจากกลุ่มสินทรัพย์อื่น นี่คือสัญญาณของ “Currency Debasement Trade” หรือการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินกระดาษ (Fiat Currency) อย่างรุนแรง ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น Store of Value ที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ ไม่ใช่แค่ Safe Haven ยามสงคราม
4. Bitcoin (BTC) – เส้นสีแดง
- สถานะ: ผันผวนในขาขึ้น (Volatile Uptrend)
- ราคาในกราฟ: ~88,925 ดอลลาร์
- วิเคราะห์: แม้จะอยู่ในโซนสูง แต่กราฟ BTC เริ่มแสดงอาการแผ่วปลาย (Divergence) หรือมีการย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงท้ายเมื่อเทียบกับ S&P 500 และทองคำที่ยังพุ่งต่อ อาจเกิดจากการหมุนเงิน (Rotation) จากคริปโตฯ เข้าสู่ทองคำหรือหุ้นที่ดูมั่นคงกว่าในรอบนี้
5. ความผันผวน: VIX Index – แถบด้านล่าง
- สถานะ: ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (Complacency)
- ค่า: ~14.91
- วิเคราะห์: ระดับ VIX ที่ต่ำกว่า 15 สะท้อนว่าตลาดมีความ “นิ่งนอนใจ” (Complacency) สูงมาก นักลงทุนไม่ได้ซื้อประกันความเสี่ยง (Put Options) ไว้มากนัก ซึ่งเป็นดาบสองคม เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตลาดอาจปรับฐานแรงและเร็ว (Flash Crash) ได้
Source : WCIA
Economic Calendar

กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด