ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นได้เล็กน้อยทรงตัว หลังจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯและเงินเฟ้อยังสนับสนุนมุมองในการลดดอกเบี้ย ก่อนจะเกิดการผันผวนขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์หลังงบอย่างหุ้น Walmart ที่ตลาดคาดหวังการสร้างกำไรจาก AI ยังไม่โตตามคาดหวังและที่สำคัญทรัมป์กำหนดกรอบการเจรจาอิหร่านภายใน 10 วันทำให้เกิดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นและการตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯต่อภาษีของทรัมป์ไม่เห็นชอบด้วยกฎหมายโดยในระยะสั้นเป็นมุมมองบวกต่อผู้ที่โนภาษีนำเข้าก่อนหน้านี้ แต่ระยะกลาง-ยาวยังสร้างความผันผวนให้ตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากความเสี่ยงช่องแคบฮอมุส ขณะที่ทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้หลบความเสี่ยงปรับตัวเพิ่มขึ้น


ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง Earning Yield เพิ่มขึ้นจากราคาที่ปรับตัวลง ส่วนทางด้าน Bond yield ทรงตัวลดลงเล็กน้อยจากความไม่แน่นอนด้านโยบาย ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มกว้างขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

Trump pivots to new 15% global tariff
1) ทรัมป์สั่งเก็บภาษีทั่วโลก 10% หลังศาลสูงสุดตัดสิน
หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อวันศุกร์ว่าอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการจัดเก็บอากรศุลกากรจำนวนมากเกินขอบเขตตามกฎหมายฉุกเฉินรัฐบาลเก่า (International Emergency Economic Powers Act) และยกเลิกส่วนใหญ่ของอัตราภาษีเดิม ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้โดย ประกาศคำสั่งบริหารให้เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกระดับ 10% เป็นการชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ประมาณ 150 วัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันอังคารถัดจากคำตัดสินศาล โดยมีการยุติการเก็บภาษีก่อนหน้านี้ที่ศาลประกาศว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและยุติการเก็บไว้แล้ว
หลังจากนั้นไม่นานประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐจะ ปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตีตกโปรแกรมภาษีแบบเดิม โดยระบุว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้ใช้กฎหมายที่เรียกว่า Section 122 ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษีนำเข้าได้สูงสุดถึง 15% เป็นเวลา 150 วันโดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส
2) ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตีตกภาษีทรัมป์ชุดก่อน
คำตัดสินของศาลสูงสุดในคดีที่ว่าประธานาธิบดีขาดอำนาจให้กำหนดภาษีนำเข้าเองโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส ส่งผลให้มาตรการภาษีแบบครอบคลุม (รวมทั้งอัตรา 10–50% ที่เคยประกาศไว้) ถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยศาลเสียงข้างมาก 6–3 และระบุว่าหน้าที่เก็บรวบรวมภาษีอยู่ภายใต้สภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ทำให้ต้องมีการหาทางออกทางกฎหมายใหม่เพื่อบังคับใช้ภาษีใด ๆ ที่คล้ายกันต่อไป
3) ปฏิกิริยาตอบโต้จากต่างประเทศ
ฝรั่งเศสกล่าวว่า อียูมีเครื่องมือพยายามตอบโต้สหรัฐฯ หากมาตรการ 10% นี้เกิดขึ้นจริง รวมถึงอาจใช้มาตรการตอบโต้ในรูปแบบภาษีหรือจำกัดการเข้าประมูลงานสาธารณะของบริษัทสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ปรึกษาไว้ ขณะที่หลายประเทศกำลังประเมินการตอบโต้ทางการค้าอย่างรอบคอบ
Trump to deliver State of the Union on February 24
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดย ประธานสภาไมค์ จอห์นสัน เชิญ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union Address ต่อรัฐสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งตรงกับ เวลา 09.00 น. ตามเวลาไทย.
การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้จะเป็น State of the Union ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 และเป็นโอกาสให้ทรัมป์สื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อสมาชิกสภาคองเกรสและประชาชนสหรัฐฯ โดยคำเชิญอย่างเป็นทางการมาพร้อมกับการผลักดันวาระของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้
source : Trump pivots to new 10% global tariff, new probes after Supreme Court setback | Reuters

Oman confirms US-Iran talks in Geneva on Thursday
สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน
การเจรจานิวเคลียร์ ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดรอบเจรจาครั้งที่ 3 (ทางอ้อมผ่านโอมานเป็นคนกลาง) ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์
อิหร่าน (โดย รมว.ต่างประเทศ Abbas Araghchi) ระบุว่ามี “โอกาสดี” ที่จะหาทางออกทางการทูต และเตรียมเสนอร่างข้อเสนอใหม่ให้สหรัฐฯ ภายใน 2-3 วันนี้
อิหร่านยอมผ่อนปรนบางส่วน เช่น ส่งออกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงครึ่งหนึ่งไปต่างประเทศ, ลดระดับการเสริมสมรรถนะที่เหลือ, และยอมให้มี consortium กับชาติอ่าวเพื่อให้ IAEA ตรวจสอบเข้มงวด
แต่ยังยืนกรานสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสันติ และไม่ยอมพูดถึงโปรแกรมขีปนาวุธหรือ proxy (เช่น Hezbollah) ซึ่งเป็น red line ของทั้งสองฝ่าย
ท่าทีสหรัฐฯ (สมัย Trump) ประธานาธิบดี Trump ให้เส้นตายประมาณ 10-15 วัน (จากช่วงกลาง-ปลายก.พ.) ให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจใช้กำลังทหาร
มีการพิจารณา “limited strike” (โจมตีจำกัดวง) เพื่อกดดันก่อน แล้วอาจขยายเป็นการโจมตีใหญ่หากไม่สำเร็จ (บางแหล่งบอกอาจถึงขั้น regime change)
สหรัฐฯ เสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่สงครามอิรัก 2003 รวมเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ (USS Gerald R. Ford และ USS Abraham Lincoln), เครื่องบินรบจำนวนมาก, tanker บรรทุกน้ำมัน, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ
บางแหล่งข่าว (เช่น อดีตเจ้าหน้าที่กลาโหม) คาดว่าการโจมตีอาจเกิดภายใน 1-2 วัน หากการเจรจาล้มเหลว
ท่าทีอิหร่าน ประธานาธิบดี Pezeshkian และผู้นำสูงสุด Khamenei ยืนยันว่า “ไม่ยอมจำนน” และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
เตรียมรับมือสงคราม เช่น ซ่อมแซมและเสริมกำลังฐานทัพ/โรงงานนิวเคลียร์, ตรวจสอบ readiness ของกองทัพอากาศ-เรือ, ปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวเพื่อซ้อมยิงจริง
ขู่ตอบโต้รุนแรงหากถูกโจมตี (เช่น ใช้ Hezbollah, ขีปนาวุธ, หรือปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งกระทบน้ำมันโลก)
ความเสี่ยงและมุมมอง
หากเจรจาเจนีวา 26 ก.พ. สำเร็จ อาจมีข้อตกลงชั่วคราว (interim deal) ลดความตึงเครียด
แต่หากล้มเหลว โอกาสปะทะทางทหารสูงมาก (หลายฝ่ายกลัวสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง)
ปัจจัยอื่น ๆ: การประท้วงในอิหร่านยังดำเนินต่อ, ความสัมพันธ์อิหร่าน-รัสเซีย-จีนแน่นแฟ้นขึ้น, และบทบาทของอิสราเอลที่อาจเป็นตัวกระตุ้น
source : Oman confirms US-Iran talks in Geneva on Thursday | Reuters
OpenAI expects compute spend of around $600 billion through 2030
3 ประเด็น
1. ผลงานปี 2025 ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ถือว่าสอบผ่านฉลุย เพราะรายได้จริงทะลุ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์ (สูงกว่าเป้า) ในขณะที่ตัวเลขการเผาเงิน (Burn rate) อยู่ที่ 8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าต้นทุนฝั่ง Inference (การรันโมเดล) จะพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าจนไปกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้ลดลงมาเหลือ 33% ก็ตาม
2. ดีลระดมทุนแสนล้านดอลลาร์ดัน Valuation การปรับลดเป้า Compute ลงมาเหลือ 6 แสนล้านดอลลาร์ คือการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของการระดมทุนระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ (Mega Funding Round)
มูลค่าก่อนอัดฉีดเงิน (Pre-money valuation) ของ OpenAI พุ่งไปอยู่ที่ 730,000 ล้านดอลลาร์
มูลค่ารวมหลังระดมทุนอาจทะลุ 830,000 – 850,000 ล้านดอลลาร์
ผู้เล่นหลักคือกลุ่ม Strategic Investors นำโดย Nvidia ที่มีข่าวว่ากำลังเจรจาเปลี่ยนรูปแบบข้อตกลงเดิม มาเป็นการอัดฉีดเงินลงทุนตรงสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง SoftBank และ Amazon ก็เข้าร่วมด้วย
3. วิกฤต Code Red สู่สถิติผู้ใช้งานใหม่ การแข่งขันที่ดุเดือดทำให้ OpenAI มีเป๋ไปบ้างในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 จนต้องประกาศ “Code Red” ในเดือนธันวาคมเพื่อรีดประสิทธิภาพโปรดักต์กลับมา การโฟกัสถูกจุดทำให้ยอดผู้ใช้งานรายสัปดาห์ (WAU) ของ ChatGPT พุ่งทะลุ 900 ล้านคนเรียบร้อยแล้ว ส่วนฝั่งเครื่องมือเขียนโค้ดอย่าง Codex ก็ฝ่ากระแส Claude Code จากค่าย Anthropic ขึ้นมาแตะ 1.5 ล้าน WAU ได้สำเร็จ
สรุปมุมมอง: การประกาศเป้าหมายใหม่นี้ไม่ใช่การ “ยอมแพ้” แต่เป็นการ “จัดระเบียบองค์กร” ให้ดูเป็นธุรกิจที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น รายได้ครึ่งหนึ่งจากฝั่ง Consumer และอีกครึ่งจากฝั่ง Enterprise คือความพยายามกระจายความเสี่ยง เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นเครื่องทำเงินระดับแสนล้านดอลลาร์ตัวจริงครับ
source : OpenAI expects compute spend of around $600 billion through 2030, source says | Reuters
Economic Calendar
🔐 Palo Alto Networks (PANW)
ผลประกอบการล่าสุด (งวดล่าสุดที่รายงาน)
รายได้ประมาณ 2.0–2.1 พันล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 18–20% YoY
กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) ประมาณ $1.4–1.5 สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย
รายได้ประจำ (Subscription + Support) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ของรายได้รวม
Annual Recurring Revenue (ARR) กลุ่ม Next-Gen Security โตมากกว่า 40%
กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนคุณภาพรายได้ที่ดี
สิ่งที่ตลาดโฟกัส
การเติบโตของ billings และ RPO (backlog รายได้ในอนาคต)
ทิศทาง ARR และการปิดดีลลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่
Guidance รายได้ปีถัดไป
การตอบรับของราคาหุ้น
แม้งบออกมาดี แต่หุ้นมักผันผวนแรงหลังประกาศงบ เพราะนักลงทุนดู “แนวโน้มอนาคต” มากกว่ากำไรไตรมาสเดียว หาก guidance ไม่เร่งตัว หุ้นจะถูกขายทำกำไรทันที
ภาพรวม: ธุรกิจยังโตแข็งแรงตามธีม AI และ Cybersecurity แต่ความคาดหวังของตลาดสูง
🛒 Walmart (WMT)
ผลประกอบการล่าสุด
รายได้ไตรมาสล่าสุดประมาณ 190 พันล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 5–6% YoY
Same-store sales สหรัฐฯ โตประมาณ 4–5%
ยอดขายออนไลน์โตระดับ 20%+
กำไรต่อหุ้นประมาณ $0.74 สูงกว่าคาดเล็กน้อย
ธุรกิจโฆษณา (Walmart Connect) โตแรงกว่า 30%
อัตรากำไรดีขึ้นเล็กน้อยจากการควบคุมต้นทุน
สิ่งที่ตลาดกังวล
Guidance ปีถัดไปคาดรายได้โตระดับกลางหลักเดียว (mid-single digit)
แรงกดดันจากต้นทุนแรงงานและการแข่งขันด้านราคา
การตอบรับของราคาหุ้น
หุ้นปรับตัวลงเล็กน้อยหลังงบ แม้ตัวเลขออกมาดี เพราะตลาดมองว่าแนวโน้มปีหน้า “ไม่ได้เร่งตัว”
ภาพรวม: ธุรกิจแข็งแรง กระแสเงินสดดี เหมาะเป็นหุ้นแนวรับความผันผวนมากกว่าหุ้นโตแรง
🏥 Medtronic (MDT)
ผลประกอบการล่าสุด
รายได้ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 5–8% YoY
กำไรต่อหุ้นประมาณ $1.36 สูงกว่าคาดเล็กน้อย
กลุ่ม Cardiovascular และ Cardiac Ablation โตโดดเด่นที่สุด
กลุ่ม Neuroscience และ Medical Surgical เติบโตระดับกลาง
บริษัทยังคง guidance ทั้งปี ไม่ได้ปรับขึ้น
ประเด็นที่ตลาดจับตา
ความสามารถในการขยาย margin
การเติบโตครึ่งปีหลัง
ความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างบางธุรกิจ
การตอบรับของราคาหุ้น
แม้งบออกมาดีกว่าคาด หุ้นปรับลงเล็กน้อย เพราะบริษัทไม่ได้ปรับประมาณการขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าการเร่งตัวของกำไรยังจำกัด
ภาพรวม: เป็นหุ้น Healthcare ที่เติบโตสม่ำเสมอ แต่ยังไม่มี catalyst ที่ทำให้ valuation ขยายเร็ว
Economic Calendar About to leave
📌 NVIDIA — ไตรมาสล่าสุด (Q4 FY2026)
คาดการณ์ว่างบจะออกทิศทางไหน?
📈 คาด EPS: ประมาณ $1.52 / หุ้น
📊 คาดรายได้: ประมาณ $65.6–66 B มากกว่าไตรมาสก่อนและเติบโตเป็นเลขสองหลัก YoY
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์อะไร?
Consensus rating ยัง “Strong Buy” โดยประมาณการรายได้และกำไรโต YoY มาก
แต่มีบางเสียงเตือนว่า “ตัวเลขโตเยอะจนคาดหวังสูง” — ถ้าบริษัทแค่ตรงตามคาดแต่ไม่ “เหนือคาด” อาจทำราคาหุ้นลงเล็กน้อยหลังงบออก
นักลงทุนโฟกัสอะไรในงบนี้?
ความต้องการ GPU Blackwell / Rubin (AI chips) จะยังอยู่ระดับสูงไหม
Guidance (คาดการณ์ของบริษัท) สำหรับไตรมาถัดไป — ถ้าบริษัทมองว่าความต้องการชะลอ อาจกระทบราคาหุ้นมากกว่าผลจริง
สรุปคาดการณ์:
NVDA น่าจะประกาศ โตต่อเนื่อง และ “Beat estimates” แต่ความสำคัญอยู่ที่ guidance และ comment ของบอร์ด มากกว่าแค่ตัวเลขเดิม
📌 Salesforce — ไตรมาสล่าสุด
คาดการณ์ตัวเลข — Q4 FY2026
📊 คาด EPS: ~$3.03–$3.05 / หุ้น
💼 คาดรายได้: ~$11.1–11.2 B
สิ่งที่นักวิเคราะห์โฟกัส
YoY ยัง เติบโตแบบเรื่อย ๆ ≈ 8–12 % แม้ไม่ใช่ระดับ “hyper-growth” ที่เคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน
AI initiatives เช่น AI Agentforce / integrations เป็น key message ที่นักลงทุนจะฟังจาก conference call หลังงบออก
Salesforce เคย “Beat” consensus หลายไตรมาสก่อนหน้า — แต่นักลงทุนดูว่า อัตราการเติบโตยังไม่เร็วมาก
สรุปคาดการณ์:
ผลคาดว่าจะ โตต่อเนื่องแบบมีเสถียรภาพ แต่ไม่ถึงกับเป็น “ปรากฏการณ์โตเร็วเหมือนสมัยก่อน” — ความสำคัญอยู่ที่ แนวโน้มในปีถัดไป
📌 Snowflake — มุมมองก่อนงบ
คาดการณ์งบล่าสุด
Consensus analyst หลายแหล่งคาด EPS ของไตรมาสล่าสุดประมาณ ~$0.27–0.30
Snowflake มักโตรายได้ YoY แต่บางครั้ง growth ชะลอลง จาก macro / cycle IT spending
สิ่งที่นักวิเคราะห์ห่วงหรือสนใจ
ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับ AI และการจัดการข้อมูล (เช่น Cortex AI) จะช่วยผลักดันการเติบโต
guidance ที่อ่อนลงเล็กน้อยจากตัวเลขก่อนหน้า → เป็นสาเหตุให้หุ้นมี volatility สูงในบางรอบ
สรุปคาดการณ์:
Snowflake ได้รับ sentiment “moderate buy” — แต่ตลาดอาจคาดการณ์ growth rate ลดลงเล็กน้อย และจะเน้นดูว่ายังสามารถเข้า AI workloads มากขึ้นได้แค่ไหน
📌 CoreWeave — ไตรมาสล่าสุด
คาดการณ์ตัวเลข
📊 คาด Revenue: โต >100% YoY
📉 คาด EPS: ประมาณ −$0.50 ต่อหุ้น (ยังขาดทุน แต่คาดว่าขาดทุนแคบลง)
📦 Backlog: ตลาดจับตาว่ายังเติบโตต่อจากระดับสูงมากหรือไม่
สิ่งที่นักวิเคราะห์โฟกัส
Revenue ยังเร่งตัวหรือเริ่มชะลอ
Backlog / สัญญาระยะยาวเพิ่มขึ้นต่อหรือไม่
CapEx และภาระหนี้สูงแค่ไหน
Adjusted EBITDA margin ยังแข็งแรงหรือไม่
Guidance ปี 2026 สำคัญที่สุด
สรุปคาดการณ์ ผลคาดว่า ยังโตแรงมากตามธีม AI infrastructure
แต่บริษัท ยังไม่กำไร
กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน


จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด