ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนในกรอบแคบหลังใกล้ช่วงวันหยุดยาว โดยต้นสัปดาห์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากก่อนหน้าหลังมีความผิดหวังในผลประกอบการณ์หุ้นเทคโนโลยีและความกังวลในเรื่อง AI CYCLE ขณะที่หุ้นมูลค่าหรือหุ้น Defensive ปรับตัวหนุนตลอด ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวโดยกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงปลายสัปดาห์หลังเงินเฟ้อต่ำคาดคลายกังวลการลดดอกเบี้ยในระยะสั้นและผลประกอบการณ์หุ้น Micron ออกมาดีกว่าคาดสร้างโมเมนตัมเชิงบวกให้กับตลาด และประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ เป็นไปตามคาดณ์และไม่ได้ให้สัญญานการขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนทำให้ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องโดยตลาดยังกังวลต่อนโยบายการคลังให้น้ำหนักประเด็นนี้เป็นหลัก ส่วนทางด้านสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำปรับตัวขึ้นได้ดีจากความกังวลในหลายๆประเด็น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น


ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงหลังจากฟื้นตัวก่อนหน้าจากกรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ Bond yield เริ่มปรับตัวขึ้นเพราะมองว่าปีหน้าการลดดอกเบี้ยมีความแน่นอนส่งผลให้ Bond yield ปรับตัวขึ้นกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มแคบกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

มุมมองแนวโน้มตลาดหลังจากรับข่าวเรื่องของแนวโน้มการลดดอกเบี้ย สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่โหมดยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง หากค่าเงินดอลลาร์มีการแข็งค่าอย่างมีนัยยะและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยปรับตัวลดลงต่อ มองส่าตลาดอาจเลือกทิศทางการพักตัวมากกว่าขึ้นต่อเนื่อง
Economic Calendar

🗓️ สรุปผลตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 15 – 19 ธ.ค.)
ในฝั่งจีน ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนออกมาต่ำกว่าคาด สะท้อนแรงฟื้นตัวของภาคการผลิตที่ยังไม่แข็งแรงนัก และยังเป็นปัจจัยกดดันต่อมุมมองเศรษฐกิจจีนระยะสั้น
ฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขตลาดแรงงานเดือนพฤศจิกายนออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดประเมิน ขณะที่สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ส่งสัญญาณอุปสงค์พลังงานที่ยังไม่เร่งตัวชัดเจน
ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงผ่อนคลายและเป็นบวกต่อภาวะการเงินในประเทศ
ในยุโรป ธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ไม่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายเพิ่มเติม ทำให้ท่าทีเชิงนโยบายยังคงค่อนข้างระมัดระวัง
ในส่วนของญี่ปุ่น สัญญาณสีแดงสะท้อนว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีท่าที เข้มงวดมากขึ้นหรือเอนเอียงไปทางการขึ้นดอกเบี้ย จากแรงกดดันเงินเฟ้อทั้ง CPI และ Core CPI เดือนพฤศจิกายนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินที่อาจตึงตัวขึ้น และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
Bank of Japan raises interest rates to 30-year high
สรุปประเด็นสำคัญ
ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และ Ueda ย้ำว่าการตัดสินใจเรื่องนโยบายในอนาคตจะ ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจจริงที่เข้ามาในแต่ละการประชุม ไม่ได้กำหนดทิศทางล่วงหน้าเป็นเส้นตรง โดยเฉพาะตัวเลขเกี่ยวกับราคา, เศรษฐกิจ และเงื่อนไขทางการเงิน โดยจะมีการปรับมุมมองและคาดการณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เขาแสดงความเห็นว่า การประเมิน “อัตราดอกเบี้ยเป็นกลาง” (neutral rate) ยังมีช่วงที่กว้างและไม่แน่นอน จึงยังเป็นเรื่องยากที่จะวางตัวเลขที่ชัดเจน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยัง ต่ำกว่าช่วงล่างของการประเมินกลางนั้น อยู่ แม้จะมีการปรับขึ้นแล้ว
ในการประเมินระดับการสนับสนุนทางการเงิน BOJ จะไม่ดูแค่อัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่รวมถึง อัตราดอกเบี้ยจริง (real rates), การให้สินเชื่อ และพฤติกรรมของเศรษฐกิจโดยรวม ด้วย เพื่อให้การตัดสินใจมีความเหมาะสมมากขึ้น
Ueda ยังกล่าวว่าบางคณะในคณะกรรมการเชื่อว่า เงินเยนอ่อนค่าอาจสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหวของค่าเงินก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ BOJ จะจับตามองในการประเมินเงินเฟ้อและทิศทางนโยบาย
สุดท้าย เขาชี้ว่าหาก แรงกดดันขึ้นเงินเดือนยังคงแข็งแกร่งและกระจายตัวมากขึ้นในปีหน้า ก็อาจเป็นเหตุผลให้มีโอกาสสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต แต่ถึงอย่างนั้น การตัดสินใจทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่และบริบทเศรษฐกิจที่เข้ามาจริงในเวลานั้น
source : BOJ Governor Ueda’s comments at news conference | Reuters
TikTok Agrees to Transfer U.S. Operations to American-Led JV
สรุปประเด็นสำคัญ
เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด แม้จะลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% แต่ข้อมูลในแถลงการณ์สะท้อนว่ากังวลตลาดแรงงานมากขึ้น ขณะที่การยุติ QT และเริ่มซื้อ T-bills มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนเร็วกว่าที่คาด ทำให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้นคล้าย “QE แบบเงียบ ๆ” แม้เฟดยืนยันว่าเป็นเพียงการประคองระดับเงินสำรอง ไม่ได้ต้องการกดบอนด์ยีลด์ระยะยาวเหมือน QE ช่วงวิกฤต
ด้านภาพเศรษฐกิจ Fed ปรับคาดการณ์ GDP ดีขึ้น เงินเฟ้อทยอยลดลง และ Dot Plot ชี้ว่าปีหน้ามีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว ต่างจากตลาดที่ยังเชื่อว่าจะลด 2 ครั้ง ส่วนพาวเวลส่งสัญญาณกลาง ๆ ต่อเศรษฐกิจและย้ำการตัดสินใจตามข้อมูล โดยเปิดทางลดดอกเบี้ย “หนึ่งหรือสองครั้งเล็ก ๆ” หากตลาดแรงงานอ่อนแรง พร้อมยอมรับว่านี่เป็นช่วงที่ต้องบริหารความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อขาขึ้นและการจ้างงานขาลงอย่างระมัดระวัง
source : Micron forecasts blowout earnings on booming AI market, shares rise 7% | Reuters
Micron Forecasts Strong AI-Driven Revenue Growth
Micron ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลไตรมาสล่าสุดที่เกินคาดทั้งยอดขายและกำไร และคาดว่ารายได้ไตรมาสถัดไปจะอยู่ที่ประมาณ 18.7 พันล้านดอลลาร์, มากกว่าที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทคาดไว้ราว 14.2 พันล้านดอลลาร์. คำแนะนำนี้สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการหน่วยความจำความเร็วสูงโดยเฉพาะสำหรับเซิร์ฟเวอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังคงดันราคาชิปให้สูงขึ้นท่ามกลางอุปทานที่ตึงตัว.
ในการประชุมกับนักลงทุน Micron กล่าวว่าอุปสงค์สำหรับชิปหน่วยความจำยังคงแข็งแกร่งและบริษัทกำลังปรับโฟกัสไปที่งานด้าน AI โดยเฉพาะ พร้อมทั้งเพิ่มการลงทุนด้านกำลังการผลิตและทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้าหลัก.
การประกาศครั้งนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Micron ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าการเติบโตจากตลาด AI จะหนุนผลประกอบการต่อเนื่อง
source : Trump plans final interviews with Fed Chair candidates in coming days- WSJ


“วัฏจักรการลงทุน 4 ปี” ตามรอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 มีรูปแบบที่ค่อนข้างชัดเจนและแตกต่างกันในแต่ละปีของวาระการดำรงตำแหน่ง
ปีที่ 1 หลังการเลือกตั้ง (Post-Election Year) มักเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัวจากความไม่แน่นอนก่อนหน้า แม้รัฐบาลใหม่อาจยังเผชิญแรงต้านเชิงนโยบาย แต่ตลาดมักตอบรับเชิงบวกต่อความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเริ่มต้น ทำให้ผลตอบแทนออกมาดีกว่าที่คาดในหลายครั้ง
ปีที่ 2 หรือปีเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Year) ถือเป็นปีที่ผันผวนและเสี่ยงที่สุดในรอบวัฏจักร จากความไม่แน่นอนทางการเมือง การเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภา และแรงกดดันต่อรัฐบาล ผลตอบแทนของ S&P 500 ในสถิติ 9 ครั้งหลังสุดติดลบถึง 5 ครั้ง สะท้อนว่าตลาดมักเผชิญแรงขายและความผันผวนสูงในช่วงนี้
ปีที่ 3 ก่อนการเลือกตั้ง (Pre-Election Year) เป็นช่วงที่สถิติผลตอบแทนดีที่สุด รัฐบาลมักเร่งใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างผลงานก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง ส่งผลให้แนวโน้มตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ และความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวดีขึ้นชัดเจน
ปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential Election Year) ตลาดมักตอบรับเชิงบวกกับ “ความชัดเจน” ของผลการเลือกตั้ง โดยแม้ครึ่งปีแรกอาจผันผวนจากการหาเสียงและนโยบายที่แข่งขันกัน แต่ใน 9 ครั้งหลังสุด S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 7 ครั้ง เมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มชัด ตลาดมักปรับตัวขึ้นจากการลดความไม่แน่นอนเชิงการเมือง
โดยสรุป วัฏจักรการเมืองสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อจังหวะการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยปีที่ 2 มักเป็นช่วงเสี่ยงและผันผวน ขณะที่ปีที่ 3 และปีเลือกตั้งมักเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุด ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตและกำหนดจังหวะลงทุนควบคู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายการเงินในแต่ละช่วงเวลา
Source : WCIA
Continuous bull signal

ภาพรวมตลาดในกราฟนี้อยู่ในสภาวะ Risk-On เต็มรูปแบบ (นักลงทุนกล้าเสี่ยง) ขับเคลื่อนด้วยธีมหลักคือ “การเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ” (Dollar Debasement) เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง สินทรัพย์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือบิทคอยน์ ต่างพากันปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time Highs)
1. ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก: US Dollar Index (DXY) – เส้นสีน้ำเงิน
- สถานะ: ขาลง (Bearish)
- วิเคราะห์: DXY ร่วงหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 100 จุด ลงมาอยู่ที่ประมาณ 98.63 การที่ดอลลาร์ทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Lows) อย่างต่อเนื่อง เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ราคาสินทรัพย์อื่นพุ่งสูงขึ้น (เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนใหญ่อ้างอิงราคาเป็น USD)
- ผลกระทบ: ตราบใดที่ DXY ยังอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยและไม่สามารถยืนเหนือ 100-102 ได้ แนวโน้มของสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงสดใส
2. ตลาดหุ้น: S&P 500 (SPX) – เส้นสีเขียว
- สถานะ: ขาขึ้นแข็งแกร่ง (Strong Bullish)
- ราคาในกราฟ: ~6,834 จุด
- วิเคราะห์: กราฟทำทรงพุ่งขึ้นแบบชัน (Parabolic) แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่สูงมาก และสภาพคล่องในระบบที่ล้นเหลือ การที่หุ้นขึ้นพร้อมกับทองคำ บ่งบอกว่าตลาดไม่ได้กลัวความเสี่ยง แต่กลัว “การถือเงินสด” มากกว่า
3. ทองคำ (Gold) – เส้นสีส้ม
- สถานะ: Super Bullish (กระทิงดุ)
- ราคาในกราฟ: ~4,405 ดอลลาร์/ออนซ์
- วิเคราะห์: ราคาทองคำในกราฟนี้พุ่งขึ้นรุนแรงมากจนฉีกออกจากกลุ่มสินทรัพย์อื่น นี่คือสัญญาณของ “Currency Debasement Trade” หรือการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินกระดาษ (Fiat Currency) อย่างรุนแรง ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น Store of Value ที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ ไม่ใช่แค่ Safe Haven ยามสงคราม
4. Bitcoin (BTC) – เส้นสีแดง
- สถานะ: ผันผวนในขาขึ้น (Volatile Uptrend)
- ราคาในกราฟ: ~88,925 ดอลลาร์
- วิเคราะห์: แม้จะอยู่ในโซนสูง แต่กราฟ BTC เริ่มแสดงอาการแผ่วปลาย (Divergence) หรือมีการย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงท้ายเมื่อเทียบกับ S&P 500 และทองคำที่ยังพุ่งต่อ อาจเกิดจากการหมุนเงิน (Rotation) จากคริปโตฯ เข้าสู่ทองคำหรือหุ้นที่ดูมั่นคงกว่าในรอบนี้
5. ความผันผวน: VIX Index – แถบด้านล่าง
- สถานะ: ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (Complacency)
- ค่า: ~14.91
- วิเคราะห์: ระดับ VIX ที่ต่ำกว่า 15 สะท้อนว่าตลาดมีความ “นิ่งนอนใจ” (Complacency) สูงมาก นักลงทุนไม่ได้ซื้อประกันความเสี่ยง (Put Options) ไว้มากนัก ซึ่งเป็นดาบสองคม เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตลาดอาจปรับฐานแรงและเร็ว (Flash Crash) ได้
Source : WCIA
กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด