ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากความคาดหวังและต่อมาคือการประกาศลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนโดยรวม ก่อนที่ตลาดจะเผชิญแรงกดดันอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์จากการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Oracle และ Broadcom ก่อนการประชุมเฟด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความกังวลต่อความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย แม้จะมีปัจจัยบวกจากข่าวที่รัฐบาลทรัมป์อนุญาตให้ Nvidia ส่งออกชิป AI รุ่น H200 ไปยังจีน ด้านผลการประชุม FOMC เฟดมีมติ 9–3 ลดดอกเบี้ยตามคาด แต่แรงหนุนจากนโยบายการเงินถูกหักล้างบางส่วนจากความกังวลเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการที่ Oracle ปรับเพิ่มงบลงทุน (Capex) แม้งบออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ภาคพลังงานเผชิญแรงกดดันหลังสหรัฐฯ รายงานสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด และอิรักสามารถกลับมาผลิตจากแหล่งขนาดใหญ่ได้อีกครั้ง ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง โดยนักลงทุนยังคงระมัดระวังความผันผวนในระยะถัดไป


ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงหลังจากฟื้นตัวก่อนหน้าจากกรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ Bond yield เริ่มปรับตัวขึ้นเพราะมองว่าปีหน้าการลดดอกเบี้ยมีความแน่นอนส่งผลให้ Bond yield ปรับตัวขึ้นกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มแคบกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

มุมมองแนวโน้มตลาดหลังจากรับข่าวเรื่องของแนวโน้มการลดดอกเบี้ย สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่โหมดยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง หากค่าเงินดอลลาร์มีการแข็งค่าอย่างมีนัยยะและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยปรับตัวลดลงต่อ มองส่าตลาดอาจเลือกทิศทางการพักตัวมากกว่าขึ้นต่อเนื่อง
Economic Calendar

🗓️ สรุปผลตัวเลขเศรษฐกิจสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-12 ธ.ค.)
1. 🇺🇸 ไฮไลท์สำคัญที่สุด: เฟด “ลดดอกเบี้ย”
Fed Interest Rate Decision (ไฮไลท์เขียว): เฟดตัดสินใจ “ลดอัตราดอกเบี้ย” ตามที่ตลาดคาดหวังหรือดีกว่าที่กลัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำในระยะสั้น
2. 🇺🇸 เศรษฐกิจสหรัฐฯ: ภาพผสม (Mixed Signals)
ภาคแรงงาน (สับสน):
JOLTS Job Openings (เขียว): ยอดเปิดรับสมัครงานออกมา ดีกว่าคาด แสดงว่าตลาดยังมีความต้องการแรงงานอยู่
Initial Jobless Claims (แดง): คนขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก แย่กว่าคาด (ตัวเลขน่าจะสูงขึ้น) สัญญาณเริ่มเตือนว่ามีการปลดคนงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
Continuing Jobless Claims (เขียว): แต่ยอดคนขอสวัสดิการต่อเนื่องกลับ ดีกว่าคาด (น้อยลง) แสดงว่าคนที่ตกงานอาจจะได้งานใหม่เร็ว หรือหลุดจากระบบไป
พลังงาน:
Crude Oil Inventories (เขียว): สต็อกน้ำมันดิบออกมาดี (น่าจะลดลงหรือเพิ่มน้อยกว่าคาด) ซึ่งช่วยพยุงราคาน้ำมันได้บ้าง
3. 🌏 เศรษฐกิจโลก (เอเชีย & ยุโรป)
🇨🇳 จีน (โรงงานโลกยังเหนื่อย):
Imports (แดง): ยอดนำเข้าแย่ แสดงว่ากำลังซื้อในประเทศจีนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
Exports (เขียว): ยอดส่งออกดี แสดงว่าจีนยังพึ่งพาการขายของให้ต่างชาติเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
🇯🇵 ญี่ปุ่น: GDP (แดง) เศรษฐกิจไตรมาส 3 หดตัวหรือโตน้อยกว่าคาด เป็นสัญญาณลบต่อค่าเงินเยน
🇬🇧 อังกฤษ: GDP (เขียว) เศรษฐกิจดูดีขึ้น
🇩🇪 เยอรมนี: CPI (แดง) เงินเฟ้อออกมาแย่ (อาจจะสูงกว่าคาดหรือต่ำจนน่ากังวลภาวะเงินฝืด ขึ้นอยู่กับบริบท แต่สีแดงคือผลลบต่อค่าเงินยูโร)
Nvidia H200 Exports to China
สรุปประเด็นสำคัญ
รัฐบาลสหรัฐ โดย Donald Trump ได้อนุมัติให้ Nvidia ส่ง H200 — ชิป AI รุ่นที่ทรงพลังระดับสูง (ระดับรองจากรุ่น top-tier ของ Nvidia) — ไปให้ “ลูกค้าที่ได้รับอนุมัติ” ในจีนได้อีกครั้ง หลังจากเคยจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง
เงื่อนไขที่มากับการอนุญาต คือ สหรัฐฯ จะเก็บค่าธรรมเนียมหรือ “ส่วนแบ่งรายได้” 25% จากยอดขายชิป H200 ที่ส่งไปจีน เป็นกลไกที่สื่อถึง “ประโยชน์ทางการค้า” พร้อมกับอ้างว่ารักษาความมั่นคงไว้ได้
อย่างไรก็ตาม รุ่น “top-tier” ชิปของ Nvidia อย่าง Blackwell (และรุ่นที่กำลังจะมาอย่าง “Rubin”) ยังอยู่ในบัญชีห้ามส่งออก — ยังไม่มีอนุญาตให้ไปจีน
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากความพยายามของ Nvidia และ CEO ของบริษัทที่ไปพบกับ Trump เพื่อเจรจาผ่อนคลายข้อจำกัด โดยบริษัทและรัฐบาลมองว่าเป็นทางสายกลาง (compromise) — เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ สามารถกลับไปทำธุรกิจในจีนได้ ในขณะที่ยังอ้างเหตุผลด้านการรักษาความมั่นคงไว้ได้
แม้ได้รับอนุญาต แต่ CEO Nvidia — Jensen Huang — แสดงความกังวลว่า ยังไม่แน่ใจว่าบริษัทจีนจะ “รับ” H200 จริงหรือไม่ เพราะในจีนตอนนี้ มีแนวโน้มผลักดันการใช้ชิป “ภายในประเทศ” มากขึ้น และไม่แน่ว่ากระบวนการอนุมัติ/ความมั่นใจจะเอื้อต่อการใช้งาน H200 จริงหรือเปล่า
source : US to allow Nvidia H200 chip shipments to China, Trump says | Reuters
Key Takeaways from the Fed Meeting

สรุปประเด็นสำคัญ
เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด แม้จะลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% แต่ข้อมูลในแถลงการณ์สะท้อนว่ากังวลตลาดแรงงานมากขึ้น ขณะที่การยุติ QT และเริ่มซื้อ T-bills มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนเร็วกว่าที่คาด ทำให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้นคล้าย “QE แบบเงียบ ๆ” แม้เฟดยืนยันว่าเป็นเพียงการประคองระดับเงินสำรอง ไม่ได้ต้องการกดบอนด์ยีลด์ระยะยาวเหมือน QE ช่วงวิกฤต
ด้านภาพเศรษฐกิจ Fed ปรับคาดการณ์ GDP ดีขึ้น เงินเฟ้อทยอยลดลง และ Dot Plot ชี้ว่าปีหน้ามีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว ต่างจากตลาดที่ยังเชื่อว่าจะลด 2 ครั้ง ส่วนพาวเวลส่งสัญญาณกลาง ๆ ต่อเศรษฐกิจและย้ำการตัดสินใจตามข้อมูล โดยเปิดทางลดดอกเบี้ย “หนึ่งหรือสองครั้งเล็ก ๆ” หากตลาดแรงงานอ่อนแรง พร้อมยอมรับว่านี่เป็นช่วงที่ต้องบริหารความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อขาขึ้นและการจ้างงานขาลงอย่างระมัดระวัง
source : Divided Fed lowers rates, signals pause and one cut next year as growth rebounds | Reuters
Final Interview Stage Begins
🔎 สถานะล่าสุด — เดินเข้าสู่ “รอบสุดท้าย”
ตามรายงาน ทรัมป์เริ่ม “สัมภาษณ์รอบสุดท้าย” กับผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานเฟดแล้ว — โดยผู้เข้าสัมภาษณ์ในชุดแรกคือ Kevin Warsh (อดีตผู้ว่าการ Fed) และต่อด้วย Kevin Hassett (ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ / National Economic Council)
มีผู้สมัครอื่นใน short-list ด้วย เช่น Christopher Waller (ผู้ว่าการ Fed ปัจจุบัน), Michelle Bowman และ Rick Rieder จากภาคเอกชน
ตลาด (prediction markets) และนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า Hassett มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อสูงสุด — ความน่าจะเป็น (odds) ล่าสุดถูกประเมินไว้สูงมาก ~ 73–84%
📉 ทำไม “Hassett” ได้รับความนิยม — และมีประเด็นที่คนจับตา
Hassett สอดคล้องกับนโยบายที่ทรัมป์ต้องการ — คือ “ลดดอกเบี้ยให้เร็ว / ผ่อนคลายทางการเงิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เขาเคยทำงานในรัฐบาลทรัมป์มาก่อน (ประธานสภาเศรษฐกิจ) ทำให้มีความใกล้ชิด และมีความเข้าใจใน “Trumponomics” — นั่นคือเน้นภาคธุรกิจ การลงทุน และลดกฎระเบียบ/ภาษี
แต่ก็มีเสียงเตือน — ถ้าเลือกคนที่ “ผูกติดกับการเมือง (politicized)” อาจทำให้ความเป็นอิสระของ Fed ถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะหากมีแรงกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง
⏳ กำลังจะประกาศ — คาดการณ์ช่วงเวลา
กระบวนการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายเริ่มสัปดาห์นี้ และมีการคาดการณ์ว่าการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการอาจเกิด “ต้นปีหน้า” (บางแหล่งคาดก่อนกลาง/ปลายเดือนมกราคม)
source : Trump plans final interviews with Fed Chair candidates in coming days- WSJ
Earnings Oracle

Oracle (ORCL) — งบดีกว่าคาด 28% แต่หากตัดกำไรจากการขาย Ampere กำไรต่ำคาด 6.71% จากยอดขายชะลอและตลาดกังวลระยะทางกำไร
Key Takeaways
รายได้และกำไรยังเติบโตจาก Cloud + AI workload โดยเฉพาะดีลกับ OpenAI
Cloud backlog ระดับ “ประวัติศาสตร์” (ถูกพูดถึงเชิง theoretical ~$300B)
ต้องเร่ง CapEx ดาต้าเซ็นเตอร์หนักมาก เพื่อรองรับ AI
Pain Point ที่กดหุ้น
ไทม์ไลน์รายได้เลื่อน: บางโครงการ AI/DC ถูกขยับจาก 2027 → 2028
หนี้เพิ่มเร็ว: CapEx มาก่อน แต่ cash flow จากดีล AI ยังอยู่ไกล
Market เริ่มตั้งคำถามว่า ROI ของดีล OpenAI จะมาทันต้นทุนหรือไม่
Market Message
“ดีลใหญ่จริง แต่กำไรยังไม่ใกล้พอ → Long-duration risk”
source : ปฏิทินและรายงานผลประกอบการ: สหรัฐอเมริกา — TradingView
Earnings Broadcom

Broadcom (AVGO) — งบสวยดีกว่าคาด 4.47% แต่ความคาดหวังถูกดึงไปอนาคต
Key Takeaways
รายได้ปี FY25 โต +24% YoY แตะ $64bn (All-time high)
รายได้ AI โต +65% → $20bn
Free Cash Flow โต +39% → $26.9bn, ปันผลเพิ่ม +10%
Pain Point ที่กดหุ้น
รายได้ XPU (OpenAI) จะ meaningful จริงช่วง 2027–2029
ผู้บริหารใช้คำว่า “multiyear journey” → backlog ดูไม่ hard commit
โรงงาน ใกล้ full capacity, lead time ยาว ~18 เดือน → จำกัด upside ระยะสั้น
Gross margin ถูกกดดัน จากสัดส่วนชิป AI ที่มาร์จิ้นต่ำกว่า ธุรกิจเดิมอย่าง Software / Infrastructure (เช่น VMware) Gross margin สูงมาก ~75–80%+ Gross margin ของชิป AI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยบริษัท
โดยตลาดประเมินกันแถว low–mid 60%
Market Message
“ธุรกิจแข็งแรง แต่ cash flow จาก AI ถูกเลื่อน → Valuation ต้อง re-rate”
source : ปฏิทินและรายงานผลประกอบการ: สหรัฐอเมริกา — TradingView
Largest Bitcoin Purchase Since July
สรุปประเด็นสำคัญ
Strategy Inc. ประกาศว่า ในช่วง 1–7 ธันวาคม 2025 บริษัทได้ซื้อ Bitcoin มูลค่า 962.7 ล้านดอลลาร์ รวม 10,624 เหรียญ ที่ราคาเฉลี่ยราว 90,615 ดอลลาร์ต่อเหรียญ — ถือเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
หลังข่าวออก หุ้นของ Strategy พุ่งขึ้นในช่วงเปิดตลาด (premarket) ราว 2.6–2.8%
การซื้อครั้งนี้ บริษัทระดมทุนผ่านการขายหุ้นสามัญ (common stock) ได้สุทธิราว 928 ล้านดอลลาร์ และขายหุ้น preferred (perpetual preferred) ได้เพิ่มอีก 34.9 ล้านดอลลาร์ — การขายหุ้นเป็นแหล่งเงินหลักสำหรับการซื้อ Bitcoin ครั้งนี้
การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนว่า Strategy และผู้บริหารโดยเฉพาะ Michael Saylor ยังเชื่อมั่นในระยะยาวของ Bitcoin และเลือก “buy the dip” — ซื้อเมื่อราคาตก เพื่อหวังราคาขึ้นในอนาคต
เหตุผล & บริบทเบื้องหลัง
ก่อนหน้านี้ Strategy เคย “ชะลอ” การซื้อ หลังราคาของ Bitcoin ร่วงลง ปริมาณการซื้อระหว่าง 17–30 พ.ย. มีเพียง 130 เหรียญเท่านั้น
การซื้อครั้งใหญ่ครั้งนี้อาจสะท้อน “ความเชื่อมั่นใหม่” ของบริษัท — ว่า Bitcoin จะฟื้นตัว และมูลค่าหุ้นของ Strategy อาจขยับตามไปด้วย หากตลาดตอบรับดี
แต่มีนักวิเคราะห์บางฝ่ายเตือนว่า โมเดลของ Strategy ต้องพึ่งพาการที่หุ้นของบริษัทยังถูก “ตีราคา premium” สูงกว่ามูลค่าจริงของ Bitcoin ที่ถือ — ถ้าราคาหุ้นไม่ไหลตาม Bitcoin การระดมทุนเพื่อซื้อเหรียญเพิ่มเติมอาจทำได้ยากขึ้น
source :
กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 08 ธันวาคม 2568 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด