ตลาดการลงทุนทั่วโลกผันผวน หลังรายงานการประชุม Fed สะท้อนว่ายังไม่รีบลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้นและกดดันหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI หลังหุ้นกลุ่ม AI ปรับขึ้นมามาก ประกอบกับข่าว Meta เตรียมผลิตชิป AI เองและอาจนำกำลังประมวลผลส่วนเกินไปให้บริการ Cloud ทำให้เกิดความกังวลต่อการแข่งขันในกลุ่มต้นน้ำและเริ่มเห็นการหมุนเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่ม Cloud Software และหุ้นเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ส่วนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียดและหนุนให้ราคาน้ำมันฟื้นตัว แต่ยังไม่สูงจนเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดยังคงรอความชัดเจนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ในช่วงถัดไปเป็นสำคัญ





จีนทุ่มหนุน AI เต็มตัว 295,000 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี
รัฐบาลจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนท่าทีต่อภาคเทคโนโลยีอย่างชัดเจนใน“แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15” (ปี 2569-2573) ซึ่งกล่าวถึง AI มากกว่า 50 ครั้ง พร้อมประกาศแผนลงทุนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล AI มูลค่าราว 2 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 295,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยผู้ผลิตในประเทศอย่าง Huawei คาดว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หลัก
แรงหนุนเชิงนโยบายนี้ส่งผลให้หุ้นเทคจีนปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง Goldman Sachs คาดการณ์ว่าดัชนี MSCI China จะปรับขึ้นได้ถึง 20% ในปี 2569 จากแรงหนุนด้านดีมานด์ AI นโยบายภาครัฐ และกำไรบริษัทที่คาดว่าจะโต 14% ขณะที่การปรับโครงสร้างดัชนี Star Market 50 คาดว่าจะดึงเม็ดเงินไหลเข้าราว 3,100 ล้านดอลลาร์สู่กลุ่มฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
อีกสัญญาณที่ชัดเจนคือตลาด IPO เทคโนโลยีในจีนกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยบริษัทเทคโนโลยีระดมทุนผ่านตลาดหุ้นในประเทศรวมแล้วกว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 5 เท่า สะท้อนว่าทางการกำลังส่งเสริมให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์และ AI เข้าจดทะเบียนมากขึ้น
ผลจากแรงหนุนนี้เริ่มเห็น Fund Flow ไหลเข้าสู่หุ้นจีนกลุ่มเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ดัชนี STAR 50 ที่พุ่งขึ้นแล้วกว่า 37% ตั้งแต่ต้นปี และบริษัทพัฒนาโมเดลภาษาอย่าง Zhipu AI และ MiniMax ที่หุ้นพุ่งขึ้นกว่า 2,000% และ 260% ตามลำดับ ซึ่งบางส่วนอาจเป็นเงินทุนที่ย้ายออกจากตลาดเกาหลีใต้และไต้หวัน
Source : Bloomberg, Modern Diplomacy, Invezz, CryptoBriefing
NVIDIA H200 ขายเข้าจีนได้อีกครั้ง
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังเรือบรรทุก LNG ของกาตารและเรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอดิฯ ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้หน่วยงานทางทะเลปรับระดับความเสี่ยงขึ้นเป็น “รุนแรง” (severe) และทำเนียบขาวเพิกถอนใบอนุญาตที่เคยให้อิหร่านขายน้ำมันออกทันที
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯและอิหร่านเพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเปิดให้เรือกลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบได้อีกครั้ง หลังสงครามที่ยืดเยื้อ 3 เดือนนับจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลช่วงปลายกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 6% แตะใกล้ระดับ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงการซื้อขายนอกเวลา
ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะก่อนเกิดสงครามเคยรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลกต่อวัน นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy Group มองว่าเหตุโจมตีครั้งนี้บ่งชี้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังไม่มั่นคงเท่าที่ตลาดน้ำมันเคยประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ราคาน้ำมันเพิ่งปรับตัวลงจากเรือทยอยออกจากช่องแคบมากขึ้น และ Societe Generale เคยประเมินว่าตลาดน้ำมันจะเข้าสู่ภาวะ Surplus ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ทำให้ราคาที่พุ่งขึ้นรอบนี้ยังถูกมองเป็น “ค่าความเสี่ยง” (Risk Premium) มากกว่าการขาดแคลนอุปทานจริง
ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่โหมด Risk-off เต็มรูปแบบ เพราะ Brent ยังไม่ขึ้นไปเหนือระดับที่เริ่มกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงยังให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทมากกว่าประเด็นสงคราม
Source : Reuters, Al-Monitor, CNBC
Meta to put AI chip into production
Meta กลายเป็นบริษัทลงทุน AI Infrastructure หนักสุดในโลก
Meta เพิ่งเปิดเผยแผนเพิ่มกำลังประมวลผลเป็น 14 GW ภายในปี 2027 จาก 7 GW ในปีนี้ หรือเพิ่มเกือบ 100% ภายในปีเดียว ซึ่งระดับ 14 GW ใหญ่กว่าการใช้ไฟฟ้าของหลายประเทศขนาดเล็กเสียอีก และบริษัทเตรียมใช้งบลงทุน AI Infrastructure สูงถึง 145 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026
นอกจากนี้ Meta ยังประกาศสร้าง Data Center ขนาด 1 GW ที่รัฐ Alberta ประเทศแคนาดา มูลค่ากว่า 13 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งใน Data Center ใหญ่ที่สุดของบริษัท และเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 33 ของ Meta ทั่วโลก
สิ่งที่ตลาดเริ่มเห็นคือ Meta ไม่ได้มอง AI เป็นโปรเจกต์ทดลองอีกต่อไป แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับการสร้างโรงไฟฟ้าหรือระบบสาธารณูปโภค
Meta กำลังสร้าง Ecosystem ของตัวเองทั้งหมด
ข่าวใหญ่จริง ๆ คือ Meta จะเริ่มผลิตชิป AI ภายในบริษัทชื่อ Iris ในเดือนกันยายน และมี Roadmap ชิปอีกหลายรุ่นไปจนถึงปี 2027 โดยร่วมพัฒนากับ Broadcom และผลิตโดย TSMC
สิ่งนี้บอกเราว่า Meta ต้องการลดการพึ่งพา NVIDIA ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นกลับเป็นข่าวบวกต่อ Supply Chain เพราะ
ยังต้องซื้อ GPU จำนวนมหาศาลอีกหลายปี
ASIC ของ Meta ส่วนใหญ่เน้น Inference มากกว่า Training
ชิปภายในยังต้องใช้ HBM, Networking, Packaging เหมือนเดิม
ดังนั้นผู้ได้ประโยชน์ยังคงเป็น
NVIDIA (GPU)
Broadcom (Custom ASIC)
TSMC (Foundry)
Micron / SK hynix (HBM)
Meta ทุ่ม 9.2 พันล้านดอลลาร์สร้าง Data Center ในแคนาดา
Meta ประกาศเริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งแรกในแคนาดาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตั้งอยู่ที่ Sturgeon County รัฐอัลเบอร์ต้า ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นับเป็นศูนย์ข้อมูลลำดับที่ 33 ของ Meta ทั่วโลก และใหญ่ที่สุดนอกสหรัฐฯ
ข้อมูลที่น่าสนใจคือแหล่งพลังงานหลักของศูนย์ข้อมูลแห่งนี้มาจาก “ก๊าซธรรมชาติ” เป็นหลัก ไม่ใช่ไฟฟ้าพลังน้ำตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดย Meta ระบุว่าได้ร่วมมือกับ Greenlight Limited Partnership, AltaLink และ Capital Power เพื่อลงทุนสร้างระบบผลิตไฟฟ้าใหม่ล่วงหน้าหลายปีก่อนศูนย์ข้อมูลจะเริ่มดำเนินงาน
โครงการนี้จะจ้างแรงงานก่อสร้างสูงสุดกว่า 3,000 คน และสร้างงานประจำมากกว่า 300 ตำแหน่งเมื่อเปิดดำเนินการ พร้อมเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นราว 60 ล้านดอลลาร์แคนาดา ผู้บริหาร Meta ระบุว่าศูนย์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำในการหล่อเย็นระบบ
การเลือกอัลเบอร์ต้าสะท้อนว่า “ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดการขยายตัวของ AI มากกว่าแค่การหา GPU โดยรัฐบาลอัลเบอร์ต้าเพิ่งผ่านกฎหมายให้ศูนย์ข้อมูลผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ทำให้กลุ่มที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีแค่ NVIDIA แต่รวมถึงบริษัทพลังงานและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ด้วย
source : Source : Meta Newsroom, CBC News, CNBC, CTV News
AI Capex เร่งขึ้นต่อ แตะ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯยืนยันแผนลงทุนด้าน AI ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 โดย Amazon วางงบลงทุนราว 200,000 ล้านดอลลาร์ Microsoft ราว 190,000 ล้านดอลลาร์ Alphabet ราว 175,000-185,000 ล้านดอลลาร์ และ Meta ปรับเพิ่มเป้าขึ้นอีก 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็นช่วง 115,000-145,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้ง 4 บริษัทแตะระดับราว 725,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 77% จาก 410,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้งบลงทุนพุ่งกว่าคาดคือ “ต้นทุนชิปหน่วยความจำ” ที่แพงขึ้นมาก Microsoft ระบุว่า 25,000 ล้านดอลลาร์จากงบที่ปรับเพิ่มมาจากต้นทุนเมมอรีและชิ้นส่วนที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ ขณะที่ Meta ก็ให้เหตุผลเดียวกัน ควบคู่กับต้นทุนที่ดินและพลังงานที่แข่งขันสูงขึ้น
ทุกบริษัทยืนยันตรงกันว่าตลาดยังอยู่ในภาวะ “ขาดแคลนกำลังประมวลผล” ไม่ใช่ขาดดีมานด์ สะท้อนจาก Backlog สัญญาของ Google Cloud ที่พุ่งขึ้นเป็นราว 460,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปีก่อน นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุว่า “เศรษฐกิจ AI ยังแข็งแรง ข้อครหาเรื่องฟองสบู่คือเรื่องไร้สาระ”
นักวิเคราะห์เริ่มประเมินว่างบลงทุนรวมของ 5 บริษัทใหญ่ (รวม Oracle) อาจแตะ 660,000-690,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีโอกาสทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นหนึ่งในรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะกดดัน Free Cash Flow ของหลายบริษัทอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม
Source : Yahoo Finance, CNBC, Tom’s Hardware, Futurum Group
DeepSeek ลงสนามออกแบบชิปเอง ท้าทาย NVIDIA ระยะยาว
รายงานเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI จีน กำลังพัฒนาชิปประมวลผลของตัวเองมาอย่างเงียบๆ นานเกือบ 1 ปีแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่งาน “Inference” หรือการประมวลผลเพื่อตอบคำถามผู้ใช้งาน ไม่ใช่การเทรนโมเดล เพื่อลดการพึ่งพา NVIDIA และชิป Ascend ของ Huawei
ข่าวนี้ส่งผลให้หุ้น NVIDIA ปรับตัวลงราว 1.6% ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิด สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มที่ลูกค้ารายใหญ่หันมาพัฒนาชิปของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดย DeepSeek ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ด้านการออกแบบและการผลิตจากภายนอก
DeepSeek ไม่ใช่รายแรก ก่อนหน้านี้ OpenAI เพิ่งเปิดตัวชิป Inference ของตัวเองชื่อ “Jalapeno” ที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom ขณะที่ Google มีชิป TPU, Amazon มี Trainium และ Meta มี MTIA ใช้งานอยู่แล้ว แม้แต่ Anthropic เองก็มีรายงานว่ากำลังพิจารณาพัฒนาชิปของตัวเองเช่นกัน
นักวิเคราะห์จาก Radio Free Mobile มองว่าในระยะสั้น NVIDIA ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะ DeepSeek แทบไม่มีโอกาสขายชิปออกนอกจีน แต่ในระยะ 3-5 ปี การที่ลูกค้ารายใหญ่หลายรายออกแบบชิปเองอาจกดดันอัตราการเติบโตได้ แม้ดีมานด์ GPU ระดับสูงสำหรับ Training จะยังไม่หายไปเร็วก็ตาม
Source : Reuters, Yahoo Finance, Technology.org, TechStartups
HBM4E เร่งเครื่อง เปลี่ยนเฉพาะ Roadmap การแพ็กเกจ
ตรงข้ามกับความกังวลก่อนหน้านี้ว่า HBM4E จะล่าช้าจากปัญหาการผลิต ล่าสุด Samsung รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ว่าอัตราผลผลิต (Yield) ของ HBM4E ในการทดสอบภายในทะลุ 70% แล้ว ขณะที่ SK Hynix เร่งกำหนดการส่งตัวอย่างให้ลูกค้าหลักเร็วขึ้นเป็นช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม จากเดิมที่วางแผนไว้ครึ่งปีหลัง
สิ่งที่ล่าช้าจริงไม่ใช่ตัวชิป HBM4E เอง แต่เป็นเทคโนโลยีแพ็กเกจขั้นสูงที่เรียกว่า Hybrid Bonding ซึ่งทั้ง Samsung และ SK Hynix เลื่อนไปใช้ในรุ่นถัดไป (HBM4E ตอนปลายหรือ HBM5E) แทน เนื่องจาก JEDEC ผ่อนคลายสเปกความหนาของแพ็กเกจ และลูกค้ารายใหญ่ชะลอความต้องการ HBM แบบสแต็กสูงลงบ้าง
ความต้องการ HBM4E เชื่อมโยงโดยตรงกับ GPU รุ่นถัดไปของ NVIDIA อย่าง Rubin Ultra ที่คาดว่าจะเปิดตัวปี 2570 ซึ่งจะรองรับ HBM สูงสุดถึง 384GB ต่อชิป สะท้อนว่าดีมานด์ Memory ระดับสูงยังเป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม AI ต่อเนื่อง
ด้าน SK Hynix เดินหน้าขยายกำลังผลิต DRAM โหนด 1c จากราว 20,000 เวเฟอร์ต่อเดือน เป็น 160,000-190,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในสิ้นปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นราว 8-9 เท่า ทำให้ผู้ผลิต Memory ยังมีอำนาจต่อรองด้านราคาสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี
กติกาเดิม (เข้มงวด): สมมติว่าสมาคม JEDEC (คนคุมกฎ) บอกว่า “ห้ามสร้างคอนโดสูงเกิน 720 ไมโครเมตรเด็ดขาด” แปลว่าถ้าผู้ผลิตชิปอยากจะยัดห้องให้ได้ 16 ชั้นในความสูงเท่าเดิม พวกเขาต้องทำให้เพดานและพื้นของแต่ละชั้น บางลงมากๆ จนแทบจะเหมือนแผ่นกระดาษเพื่อทำตามกติกานี้ ผู้ผลิตเลยต้องคิดค้นวิธีเชื่อมต่อแบบใหม่ที่บางเฉียบเรียกว่า Hybrid Bonding (ซึ่งทำยากมากและต้นทุนสูง)กติกาใหม่ (ผ่อนคลาย): ล่าสุด JEDEC เปลี่ยนใจประกาศว่า “โอเค ยอมให้ตึกสูงเพิ่มขึ้นได้เป็น 775 ไมโครเมตรแล้วนะ”
Source : Digitimes, TrendForce, KAD
Fed Minutes: ดอกเบี้ยวสูงจะอยู่นานกว่าที่คาด
รายงานการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สะท้อนสิ่งที่ประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช เรียกว่า “การทะเลาะกันในครอบครัว” กรรมการบางส่วนเสนอให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที ขณะที่อีกกลุ่มมองว่าควรรอข้อมูลเพิ่มเติม สุดท้ายคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75%
ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจ (SEP) ที่แนบมาน่ากังวลกว่าที่ตลาดคาด โดย Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE ปี 2569 ขึ้นเป็น 3.6% จากเดิม 2.7% และ Core PCE ที่ 3.3% ขณะที่กรรมการ 9 จาก 18 คนเริ่มระบุว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดเคยมองว่าจะได้เห็นการลดดอกเบี้ย
สาเหตุหลักคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีนำเข้าของทรัมพ์ สงครามอิหร่าน และความต้องการที่เกี่ยวกับการลงทุน AI ที่ยังร้อนแรง ขณะที่ผลสำรวจของ New York Fed เดือนมิถุนายนพบว่าคาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปีข้างหน้าของผู้บริโภคพุ่งแตะ 3.7% สูงสุดตั้งแต่กันยายน 2566
ความหมายเชิงการลงทุนคือ Bond Yield อายุ 10 ปีมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หุ้นที่มี Valuation สูงเสี่ยงถูกกดดัน ขณะที่หุ้นกลุ่มกระแสเงินสดแข็งแกร่งอย่าง Financials, Software และ Value จะได้เปรียบมากขึ้นในบรรยากาศดอกเบี้ยสูงนาน
Source : Federal Reserve, CNBC, Bloomberg, TheStreet
IMF lowers 2026 global growth forecast to 3%
World Economic Outlook (WEO) Update เดือน ก.ค. 2026 เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยภาพรวมถือว่า ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเล็กน้อย จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ แต่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุน AI ทั่วโลกอยู่พอสมควร
มุมมองรายประเทศที่น่าสนใจ
สหรัฐฯ : 2.3% ทรงตัว ได้แรงหนุนจากการลงทุน AI, Productivity ที่สูงขึ้น และภาคเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่ง
ยูโรโซน : 0.9% ค่อนข้างอ่อนแอจากต้นทุนพลังงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังต่ำ
จีน : 4.6% แม้อสังหาฯ ยังเป็นปัญหา แต่ได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการส่งออกเทคโนโลยี
อินเดีย : 6.4% ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่โตเร็วที่สุดของโลก แม้ถูกปรับลดเล็กน้อยจากราคาน้ำมันสูงขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับนักลงทุน
IMF ระบุชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะ “Crosscurrents of War and Technology” หรือถูกดึงไปคนละทางระหว่าง *ด้านลบ สงครามตะวันออกกลาง / เงินเฟ้อจากพลังงาน / ความเสี่ยง Trade Fragmentation
*ด้านบวก / AI Investment Cycle / การลงทุน Data Center และ Semiconductor / Productivity ที่เพิ่มขึ้นจาก AI
ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่ AI และเทคโนโลยี เช่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และบางประเทศในเอเชีย จึงได้รับการปรับมุมมองที่ดีกว่าหลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ
Source : IMF lowers 2026 global growth forecast to 3%, sees rebound in 2027 | Reuters
PepsiCo warns of higher commodity
สรุปงบไตรมาส 2/2026 ของ PepsiCo ออกมาค่อนข้าง “Mixed” คือ รายได้ดีกว่าคาด แต่กำไรต่อหุ้นต่ำกว่าคาดเล็กน้อย และ Outlook ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อในอเมริกาเหนือที่อ่อนแอ
ตัวเลขสำคัญ
Revenue: 24.18 พันล้านดอลลาร์ (+6.4% YoY) ดีกว่าตลาดคาดที่ราว 23.9-24.0 พันล้านดอลลาร์
Adjusted EPS: 2.20 ดอลลาร์/หุ้น ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยที่ 2.21 ดอลลาร์
Net Income: 2.98 พันล้านดอลลาร์
หุ้นปรับลงประมาณ 5% หลังประกาศงบ เนื่องจากนักลงทุนกังวลแนวโน้มครึ่งปีหลัง
ประเด็นสำคัญในงบ
อเมริกาเหนือยังอ่อนแอ / ธุรกิจอาหารในอเมริกาเหนือ (Lay’s, Doritos ฯลฯ) ยอดขายลดลง 2% / ปริมาณขายเครื่องดื่มลดลง 4% / ผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในร้านสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมัน หลังราคาพลังงานสูงขึ้นจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง / ต้นทุนครึ่งปีหลังมีความเสี่ยง / บริษัทเตือนว่าต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งจะสูงขึ้นใน H2/2026
อาจกดดัน Margin แม้บริษัทจะพยายามชดเชยด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนภายใน
ต่างประเทศยังแข็งแรง / ยอดขายนอกสหรัฐยังเติบโตดี โดยเฉพาะยุโรปและตลาดเกิดใหม่
Guidance
บริษัทยังคงเป้าหมายทั้งปี:
Organic Revenue Growth: 2-4%
Core EPS Growth: 4-6% (constant currency)
งบนี้สะท้อนว่า Pepsi ยังเป็นหุ้น Defensive ที่รายได้ทั่วโลกแข็งแรง แต่ปัญหาหลักคือ กำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐอ่อนตัวและต้นทุนกำลังสูงขึ้น ทำให้ตลาดกังวลว่า Margin จะฟื้นช้ากว่าคาด จึงเห็นแรงขายหลังประกาศงบ แม้ว่ารายได้จะออกมาดีก็ตาม
Source : Reuters
กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซ อร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึง ต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ เช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบค่าธรรมเนียม เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end-fee) ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end-fee) ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยน หน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมในการโอนหน่วยลงทุนให้กับบุคคลอื่น หรือค่าปรับกรณีขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาถือครองที่กำหนดในโครงการ (Exit Fee) เป็น ต้น รวมถึง ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสินทรัพย์ของกองทุนรวม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee Fee) เป็นต้น ได้จาก Fund Factsheet กองทุนของแต่ละบลจ. บริษัทฯ ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของกองทุนตามที่ระบุไว้ใน Fund Fact sheet ของแต่ละบลจ. บริษัทฯ อาจได้รับค่าตอบแทน (Trailer Fee) จากบลจ. จากการแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในกองทุนนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นค่าบริการใน การให้คำแนะนำและดูแลการลงทุนของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจาก บริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลส์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด