ตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยแรงหนุนหลักในช่วงต้นสัปดาห์มาจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากข้อมูลเงินเฟ้อซึ่งชะลอตัวลงมากกว่าคาด ส่งผลให้ความกังวลด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายลง ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยนช่วงปลายสัปดาห์มีข่าวทรัมป์มีการโพสผ่าน tooth social ว่าต้องการเพิ่มงบกลาโหมอีกทำให้ตลาดเล่นหุ้นในตีม Defense และนอกจากนนี้ตลาดมมีการย้ายเม็ดเงินจากหุ้นที่เคยขึ้นมาตลอดในปีก่อนเข้าหุ้นที่มีพื้นฐานที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่จะมีรายได้แน่นอนหาก AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ด้านตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผันผวน ภาพรวมตลาดยังอยู่ในภาวะ Risk-off แต่มีการเลือกและสนใจประเด็นบวกเฉพาะตัวหุ้นมากขึ้น


ตลาดหุ้นทั่วโลกทรงตัว Earning Yield ทรงตัวในระดับเดิม ขณะที่ Bond yield เพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะสหรัฐฯจากความกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวในกรอบแต่มีแนวโน้มกว้างขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

With Trump’s tariffs on the line
ศาลฎีกาสหรัฐฯ เตรียมเผยคำตัดสิน
ศาลสูงสุดของสหรัฐฯได้กำหนดให้ เป็น “opinion day” ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาจประกาศคำวินิจฉัยในคดีที่ถกเถียงกันแล้วหลายคดี รวมถึง คดีสำคัญเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้ โดยคดีนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงเนื่องจากเกี่ยวโยงกับอำนาจของฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจทั่วไปของสหรัฐฯ ทั้งนี้ศาลจะไม่ระบุล่วงหน้าว่าคดีใดที่จะได้รับการประกาศคำตัดสิน แต่การจัดตารางเวลานี้ทำให้คดีภาษีทรัมป์เป็นหนึ่งในคดีที่คาดว่ามีโอกาสสูงที่จะประกาศผลในวันศุกร์นี้
ประเด็นสำคัญ:
คดีที่จับตามองมากที่สุดคือการท้าทายการใช้อำนาจภายใต้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อประกาศภาษีศุลกากรของทรัมป์ ซึ่งศาลระดับล่างเคยพบว่าการใช้อำนาจนี้เกินขอบเขตแล้ว
หากศาลฎีกาชี้ว่ามาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเผชิญกับการ ต้องคืนเงินภาษีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้ผู้นำเข้า
ความสำคัญเชิงนโยบายและตลาด:
ผลคำตัดสินมีศักยภาพที่จะ เปลี่ยนขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจใหญ่ๆ และส่งผลกระทบทั้งในประเทศและต่อการค้าระหว่างประเทศ
source : With Trump’s tariffs on the line, US Supreme Court plans rulings for Friday | Reuters
Trump Bans Dividends and Buybacks at Defense Firms
ทรัมป์สั่งห้ามจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนของบริษัทกลาโหมจนกว่าจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะ ไม่อนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมจ่ายเงินปันผลหรือทำการซื้อหุ้นคืน จนกว่าบริษัทเหล่านี้จะปรับปรุงปัญหาประสิทธิภาพการผลิตและการส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันตามกำหนดและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม โดยระบุว่าบริษัทได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่า reinvestment ในกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้หุ้นของบริษัทกลาโหมหลายแห่งปรับตัวลงตามคำสั่งนี้และมีการตั้งเป้าจำกัดค่าตอบแทนผู้บริหารเพื่อเชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นด้วย
ซึ่งเป็นประกาศจริงจากทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 7–8 ม.ค. 2026 โดยเขาโพสต์บนโซเชียลมีเดียและมีคำสั่งบริหาร (executive order) ที่ส่งผลตามมา ห้ามทั้งการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนจริงทันที จนกว่าบริษัทจะปรับปรุงประสิทธิภาพและส่งมอบอุปกรณ์ให้ทันเวลา พร้อมเรียกร้องให้ควบคุมค่าตอบแทนผู้บริหารด้วย
การประกาศนี้ทำให้ หุ้นของบริษัทกลาโหมรายใหญ่ เช่น Lockheed Martin, Northrop Grumman, RTX/Raytheon และ General Dynamics ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ในช่วงตลาดเปิด ก่อนจะมีแรงซื้อหลังเวลาทำการบางส่วนจากแผนงบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้น
source : Trump blocks defense company payouts until arms production speeds up | Reuters
Trump calls for $1.5 trillion military budget in 2027
ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่าอยากให้งบกลาโหมปี 2027 อยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่างบที่สภาคองเกรสอนุมัติสำหรับปี 2026 ที่ 901 พันล้านดอลลาร์อย่างมาก ซึ่งจะเป็นการ เพิ่มงบประมาณกว่า 50% จากระดับปัจจุบัน โดยเขาอ้างว่าเป็นสิ่งจำเป็นในช่วง “ยุคที่เต็มไปด้วยอันตรายและความท้าทาย” ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯสร้าง “กองทัพในฝัน (Dream Military)” และรักษาความปลอดภัยประเทศได้ในระดับสูงสุด
ทรัมป์ยังกล่าวว่า รายได้จากภาษีศุลกากร (tariffs) ที่เก็บได้จะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายนี้ และยังสามารถช่วยลดหนี้สาธารณะ รวมทั้งจ่ายเงินคืนให้กับประชาชนบางกลุ่มได้ด้วย — แต่นักวิเคราะห์งบประมาณตั้งข้อสงสัยว่าตัวเลขรายได้จาก tariffs ที่คาดไว้จะไม่เพียงพอและงบประมาณอาจต้องเพิ่มหนี้สาธารณะอย่างมาก
คณะกรรมการงบประมาณอิสระ (Committee for a Responsible Federal Budget) ประเมินว่าข้อเสนอนี้จะ มีต้นทุนรวมประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2035 และอาจเพิ่มหนี้สาธารณะถึง 5.8 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อรวมดอกเบี้ย โดยการเพิ่มงบครั้งนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจาก สภาคองเกรส ก่อนจึงจะเป็นจริง
ข้อความอีกส่วนของทรัมป์ยังพูดถึงการควบคุมบริษัทรับเหมาทางทหาร โดยขู่ว่าจะ ห้ามจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนจนกว่าบริษัทจะเร่งการผลิตอาวุธให้เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าเขาต้องการให้ผู้รับเหมาทำงานเชิง “ผลผลิต” มากกว่ามุ่งผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
ข่าวนี้มีผลให้ หุ้นบริษัทอาวุธขยับตัวขึ้น หลังการประกาศ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังรายได้จากงบเพิ่มขึ้นหากข้อเสนอนี้ผ่านการพิจารณา
source : Trump calls for $1.5 trillion military budget in 2027, up from $901 bln in 2026 | Reuters
CES 2026: The Era of Physical AI & Digital-Physical Convergence
CES 2026 Deep Dive
Core Theme: “Physical AI” – เมื่อปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในจอ แต่ขับเคลื่อนโลกกายภาพ
รากฐานการประมวลผล (AI Infrastructure): หัวใจสำคัญคือการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านพลังงานและการส่งข้อมูล นำโดย Nvidia “Vera Rubin” ที่เพิ่มประสิทธิภาพการเทรน AI ขึ้น 5 เท่า และโมเดล Cosmos ที่ใช้ข้อมูลสังเคราะห์สร้าง Industrial Metaverse เพื่อฝึกฝนระบบอัตโนมัติ ขณะที่ตลาด AI PC เกิดการแข่งขันรุนแรงระหว่าง Intel (18A), AMD และ Qualcomm เพื่อแย่งชิงการเป็นศูนย์กลางการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing)
จุดเปลี่ยนยานยนต์ (Mobility Transformation): อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ Software-Defined Vehicles (SDV) อย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง Uber, Lucid และ Nuro สะท้อนถึงการมาถึงของ Robotaxi ที่ใกล้ใช้งานจริง ขณะที่ Afeela (Sony Honda) และ BMW (Neue Klasse) เปลี่ยนนิยามยานยนต์ให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ดิจิทัลที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ (MB.OS / Alexa+)
นวัตกรรมเพื่อชีวิตและสุขภาพ (Display & Digital Health): เทคโนโลยีจอภาพมุ่งสู่ Micro RGB ที่ให้ความสมจริงสูงสุดแต่ราคายังเป็นประเด็นท้าทาย ด้านสุขภาพดิจิทัลมุ่งเน้น Non-invasive Monitoring เช่น การวัดน้ำตาลจากลมหายใจ (PreEvnt) และสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ที่เปลี่ยนการดูแลสุขภาพเชิงรับให้เป็นการเฝ้าระวังเชิงรุกภายในที่พักอาศัย
หุ่นยนต์และบทวิเคราะห์ในอนาคต (Robotics & Strategic Outlook): แม้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (LG CLOiD) จะเริ่มเข้าสู่บ้านเรือน แต่ยังเผชิญความท้าทายเรื่องความเสถียร บทสรุปเชิงกลยุทธ์พบว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วง “พิสูจน์ความจริง” ของ AI โดยต้องฝ่าฟัน 3 อุปสรรคสำคัญ คือ (1) ความปลอดภัยและกฎระเบียบ (2) ภาวะความเหนื่อยล้าต่อกระแส AI (AI Fatigue) ในกลุ่มผู้บริโภค และ (3) วิกฤตคอขวดด้านพลังงาน ที่เป็นโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
source : AWS, Aumovio expand AI-driven development of self-driving vehicles | Reuters
Nvidia joining Big Tech deal spree, to license Groq technology
Nvidia เข้าทำข้อตกลงกับ Groq เพื่อใช้เทคโนโลยีชิป (license technology) และดึงตัวผู้บริหารของ Groq เข้ามาทำงานด้วย โดย Groq จะยังคงดำเนินกิจการเป็นบริษัทอิสระภายใต้ซีอีโอคนใหม่ของตัวเอง Nvidia ตกลง ใช้สิทธิลิขสิทธิ์เทคโนโลยีชิปของ Groq แบบไม่ผูกขาด (non-exclusive license) และจ้างผู้บริหารสำคัญของ Groq ไว้กับบริษัทเพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป
CNBC รายงานว่าน่าจะมีมูลค่ารวม ราว 20 พันล้านดอลลาร์ แต่ทั้ง Nvidia และ Groq ยังไม่ได้ยืนยันมูลค่าทางการอย่างเป็นทางการ
Groq จะยังคงเป็นบริษัทแยกตัวเองอยู่ โดยซีอีโอคนใหม่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน พร้อมให้บริการคลาวด์ของตัวเองต่อไป
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการจัดโครงสร้างแบบ licensing + talent transfer นี้อาจช่วยลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบการแข่งขัน (antitrust) เมื่อเทียบกับการซื้อบริษัททั้งหมดโดยตรง
Groq เด่นที่ ชิป AI สำหรับ inference โดยเฉพาะ (LPU) ให้ ความเร็วสูง หน่วงต่ำ และประหยัดพลังงาน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ deterministic และ หน่วยความจำ SRAM บนชิป เหมาะกับงาน AI เรียลไทม์อย่างแชทบอท พร้อมต่อยอดผ่าน GroqCloud และมีแรงหนุนจาก เงินลงทุน–พันธมิตรระดับโลก ทำให้เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด inference ที่กำลังโตเร็ว
นอกจากนี้หุ้น Nvidia แจ้งลูกค้าในจีนว่าจะเริ่มส่งมอบ ชิป AI รุ่น H200 ซึ่งเป็นชิป AI ประสิทธิภาพสูง รองจากระดับสูงสุด ให้แก่ลูกค้าจีนก่อนปีใหม่ตรุษจีน (กลางกุมภาพันธ์ 2026) โดยล็อตแรกคาดว่าจะเป็นการใช้สต็อกที่มีอยู่ประมาณ 5,000–10,000 โมดูล (~40,000–80,000 ชิป) แต่แผนนี้ยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากรัฐบาลจีน หลังสหรัฐฯ เปลี่ยนมาตรการอนุญาตการส่งออกชิปให้จีน โดยมีเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการนำเข้า 25%

source : Nvidia, joining Big Tech deal spree, to license Groq technology, hire executives | Reuters
Economic Calendar

กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด