ตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวผันผวน โดยในช่วงต้นสัปดาห์เกิดความกังวลในหุ้นกลุ่มซอฟแวร์ที่ถูกเทขายหนักจากการเปิดตัว anthropic ในช่วงพฤหัสที่ผ่านมา ก่อนจะฟื้นตัวในวันถัดมาด้วยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI นักลงทุนประเมินเชิงบวกแนวโน้มของ AI Inference แม้ธุรกิจซอฟแวร์อาจยังหาผู้ชนะไม่แน่นอน ส่วนทางด้านภูมิภาคที่ปรับตัวโดดเด่นคือตลาดเกิดใหม่หลังแนวโน้มเม็ดเงินนักลงทุนออกจากสหรัฐฯมากขึ้นไปยังตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดีและมูลค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯมากขึ้น นำโดยญี่ปุ่นซึ่งมีข่าวเชิงบวกในประเด็นการเลือกตั้งหลังพรรค LDP ได้คะแนนเสียงถล่มทลาย ส่วนทางด้านไทยเองก็เช่นกันมีข่าวเลือกตั้งซึ่งภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงข้างมากและมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลฯได้เร็ว ขณะที่ทองคำฟื้นตัวขึ้นหลังโดนแรงเทขาย


ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง Earning Yield เพิ่มขึ้นจากราคาที่ปรับตัวลง ส่วนทางด้าน Bond yield ผสมผสาน ลดลงเล็กน้อยจากความไม่แน่นอนด้านโยบาย ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มกว้างขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last week

Earnings Summary & Market Reaction

1. กลุ่มที่มีผลประกอบการโดดเด่นเหนือความคาดหมาย (Outperformers)
Palantir Technologies (PLTR)
สถานะ: ผลประกอบการสูงกว่าที่คาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ (Significant Beat)
ข้อมูลทางการเงิน (Financial Highlights):
รายได้รวม (Revenue): 828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+36% เมื่อเทียบรายปี)
กำไรต่อหุ้น (Adj EPS): 0.14 ดอลลาร์สหรัฐ
รายละเอียดโครงสร้างรายได้ (Key Drivers):
US Commercial: เติบโตสูงถึง 64% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดให้ความสำคัญ สะท้อนถึงการยอมรับแพลตฟอร์ม AI (AIP) ในภาคเอกชนอย่างกว้างขวาง
Margin: อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Adjusted Operating Margin) อยู่ที่ระดับสูง สะท้อนประสิทธิภาพในการทำกำไร
ปฏิกิริยาของตลาด (Market Reaction): ปรับตัวเพิ่มขึ้น (Positive) – นักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูงขึ้นว่าบริษัทเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์ AI ที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริง ไม่ใช่เพียงกระแสคาดหวัง
Eli Lilly (LLY)
สถานะ: ผลประกอบการแข็งแกร่งจากการเติบโตของยาหลัก
ข้อมูลทางการเงิน:
รายได้รวม: 13.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+45% เมื่อเทียบรายปี)
กำไรต่อหุ้น (Adj EPS): 5.32 ดอลลาร์สหรัฐ
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
Mounjaro & Zepbound: ยอดขายกลุ่มยารักษาเบาหวานและลดน้ำหนักยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลัก โดยปัญหาด้านอุปทาน (Supply Chain) เริ่มคลี่คลาย ทำให้สามารถส่งมอบสินค้าได้มากขึ้น
ปฏิกิริยาของตลาด: เชิงบวก (Positive) – ตลาดยังคงให้มูลค่าสูง (Premium Valuation) จากความเป็นผู้นำในตลาดยาลดน้ำหนักที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว
2. กลุ่มที่มีผลประกอบการดีแต่มีความกังวลเฉพาะตัว (Good Results with Specific Concerns)
Qualcomm (QCOM)
สถานะ: รายได้ฟื้นตัวแต่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ข้อมูลทางการเงิน (Q1 Fiscal 2025):
รายได้รวม: 11.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+18% เมื่อเทียบรายปี)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
Handsets: รายได้จากชิปมือถือฟื้นตัว โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้า Android
Automotive: เติบโตสูงถึง 61% แต่สัดส่วนรายได้ยังน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มมือถือ
ปฏิกิริยาของตลาด: ระมัดระวัง/ปรับตัวลง (Cautious/Negative) – แม้งบจะดีกว่าคาด แต่นักลงทุนกังวลเรื่องความเสี่ยงจากตลาดจีนและสงครามการค้าที่อาจกระทบยอดขายในอนาคต
ARM Holdings (ARM)
สถานะ: รายได้ค่าลิขสิทธิ์เติบโตแต่ราคาหุ้นตึงตัว (Valuation Concerns)
ข้อมูลทางการเงิน (Q3 Fiscal 2025):
รายได้รวม: 1.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+26% เมื่อเทียบรายปี)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
Royalty Revenue: รายได้ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่สถาปัตยกรรม v9 ที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงขึ้น
ปฏิกิริยาของตลาด: ปรับตัวลดลง (Negative) – เนื่องจากราคาหุ้นซื้อขายที่ระดับ P/E สูงมาก (High Valuation) ทำให้นักลงทุนคาดหวังตัวเลขที่สูงกว่าที่ประกาศ หรือ Guidance ที่เติบโตแรงกว่านี้
3. กลุ่มที่ตลาดกังวลเรื่องรายจ่ายการลงทุน (Capex Concerns)
Alphabet (GOOGL)
สถานะ: รายได้ดีแต่กังวลต้นทุนการลงทุน AI
ข้อมูลทางการเงิน:
รายได้รวม: 96.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+12% เมื่อเทียบรายปี)
Google Cloud: รายได้ 12.0 พันล้านดอลลาร์ (+30%)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
ธุรกิจ Cloud และ Search เติบโตได้ดี
ประเด็นสำคัญ: บริษัทมีการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (Capital Expenditure – Capex) สูงถึง 14.3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งกดดันกระแสเงินสดและอัตรากำไรในสายตานักลงทุน
ปฏิกิริยาของตลาด: ปรับตัวลดลง (Negative) – ตลาดไม่พอใจตัวเลขการลงทุนที่สูงลิ่ว ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์จุดคุ้มทุน
AMD
สถานะ: ผลประกอบการตามคาดแต่ Guidance อ่อนกว่าคู่แข่ง
ข้อมูลทางการเงิน:
รายได้รวม: 7.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Data Center: เติบโตแข็งแกร่ง แต่รายได้จากกลุ่ม Gaming หดตัวรุนแรง (-59%)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
ชิป AI (MI300) มียอดขายเติบโต แต่ตัวเลขคาดการณ์รายได้ (Guidance) ในไตรมาสถัดไปยังไม่สูงพอที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจาก Nvidia ได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
ปฏิกิริยาของตลาด: ปรับตัวลดลง (Negative) – ผิดหวังที่การเติบโตของ AI ไม่สามารถชดเชยส่วนอื่นที่หดตัวได้เร็วพอ และ Guidance ต่ำกว่าตัวเลขคาดหวัง (Whisper Number)
Amazon (AMZN)
สถานะ: Cloud ฟื้นตัวแต่รายจ่ายยังเป็นประเด็น
ข้อมูลทางการเงิน:
รายได้รวม: 187.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+10% เมื่อเทียบรายปี)
AWS Revenue: เติบโต 19% (เร่งตัวขึ้นเล็กน้อย)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
AWS: การเติบโตของธุรกิจ Cloud กลับมาเร่งตัวขึ้น (Re-acceleration) แสดงถึงความต้องการใช้งานที่ฟื้นตัว
Operating Income: กำไรจากการดำเนินงานทำได้ดีจากการบริหารต้นทุน
ปฏิกิริยาของตลาด: ผันผวน/ทรงตัว (Mixed) – นักลงทุนชื่นชอบการฟื้นตัวของ AWS แต่ยังคงระมัดระวังเรื่องแนวโน้มการลงทุน (Capex) ในปี 2025 ที่ผู้บริหารระบุว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง
4. กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets / Mining)
IREN (Iris Energy)
สถานะ: ต่ำกว่าคาดและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Miss & Transition)
ข้อมูลทางการเงิน (Q2 Fiscal 2025):
รายได้รวม: 184.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์)
รายละเอียดโครงสร้างรายได้:
Bitcoin Mining: รายได้ลดลงจากความยากในการขุด (Difficulty) ที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจาก Halving
AI Cloud: ธุรกิจศูนย์ข้อมูล AI เริ่มมีรายได้แต่ยังเป็นสัดส่วนน้อยและไม่สามารถชดเชยรายได้จากการขุดที่หายไปได้ทันที รวมถึงมีต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการขยายงานเพิ่มขึ้น
ปฏิกิริยาของตลาด: ปรับตัวลดลงแรง (Negative) – นักลงทุนผิดหวังกับรายได้ที่พลาดเป้าและความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ
What is Anthropic’s AI tool that wiped billion off software stocks

US–India Trade Deal Slashes Tariffs, Boosts Market Sentiment
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ และอินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าขั้นแรก ที่มุ่งลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ หลังจากความขัดแย้งด้านภาษีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
โดยสาระสำคัญของข้อตกลงคือ:
• สหรัฐฯ จะ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียลงเหลือประมาณ 18% จากระดับสูงสุดราว 50% ที่รวมภาษีตอบโต้ทุกประเภทก่อนหน้านี้ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการส่งออกของอินเดียไปยังตลาดสหรัฐฯ ทันทีที่ประกาศข้อตกลง.
• อินเดีย ยอมลดอุปสรรคทางการค้าและตกลงจะหยุดซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในหลายหมวดสินค้า รวมถึงพลังงาน อากาศยาน และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพาจากแหล่งพลังงานเดิม.
• ข่าวยังรายงานว่า ตลาดการเงินของอินเดียตอบรับเชิงบวกต่อข้อตกลงนี้ โดยดัชนีหุ้นและสกุลเงินของอินเดียปรับตัวขึ้นสะท้อนความหวังในมุมมองเศรษฐกิจและการส่งออกที่ดีขึ้น.
รายงานของ Reuters ระบุว่าข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วย ฟื้นฟูสัมพันธไมตรีทางเศรษฐกิจ หลังจากมีความตึงเครียดด้านภาษีมาตลอดปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายในการทำให้การค้าระหว่างสองประเทศเข้มแข็งขึ้นในอนาคต
source : US to cut tariffs on India to 18%, India agrees to end Russian oil purchases | Reuters
Trump Signs Funding Bill, Ends Partial Government Shutdown
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามใน ร่างกฎหมายงบประมาณมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 หลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติอย่างเฉียดฉิว และวุฒิสภาผ่านมาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เคยปิดทำการบางส่วน (partial government shutdown) กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้ง และหน่วยงานสำคัญหลายแห่งได้รับเงินสนับสนุนจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน 2026.
กฎหมายฉบับนี้จะ ฟื้นฟูการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดทั้งระบบ เว้นแต่บางส่วนของกรมความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งได้รับเงินผ่านมาตรการชั่วคราวต่อ ต่อเนื่อง เพื่อให้มีเวลาต่อรองเงื่อนไขเพิ่มเติม.
คะแนนโหวตทั้งในสภาและวุฒิสภาค่อนข้างใกล้เคียง ส่วนหนึ่งเนื่องจากประเด็นนโยบายต่าง ๆ เช่นการควบคุมการเข้าเมืองและความปลอดภัยชายแดนมีบทบาทในการเจรจา แต่ผลลัพธ์คือ ภาครัฐกลับมาเปิดทำการได้เต็มที่และลดความเสี่ยงความไม่แน่นอนของตลาดการเงินในระยะสั้น
source : Trump signs spending bill that ends four-day government shutdown | Reuters
Trump Signs Funding Bill, Ends Partial Government Shutdown
การเจรจาเริ่มขึ้นในโอมาน
สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดการเจรจารอบใหม่ที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อพยายามลดความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นนิวเคลียร์และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีข้อแตกต่างเรื่องขอบเขตการเจรจา โดยอิหร่านต้องการจำกัดเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐฯ อยากขยายไปเรื่องขีปนาวุธและภูมิภาคด้วย.
สหรัฐฯ ยืนยันวาง “ทางเลือกทางการทูตก่อน” แต่เตรียมทางเลือกทหาร
ทำเนียบขาวระบุว่าการเจรจาทางการทูตเป็นทางเลือกที่ทรัมป์ต้องการสำหรับจัดการกับอิหร่าน แต่ก็ไม่ตัดโอกาสใช้กำลังหากจำเป็น ซึ่งสะท้อนว่าความตึงเครียดยังไม่คลี่คลาย.
ราคาน้ำมันมีความผันผวนขึ้น–ลงตามข่าว
ราคาน้ำมันวานนี้ปรับขึ้นมากกว่า 1% หลังจากปรับลดแรงก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนจับตาการเจรจาและความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่อาจกระทบอุปทานในตะวันออกกลาง
source : Iran says talks with US in Oman were ‘good start’, will continue | Reuters
Japan’s Takaichi set for major lower house victory
ผลเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2026: พรรค Liberal Democratic Party (LDP) ของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะอย่างถล่มทลาย ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 2 ใน 3 ของที่นั่ง ทำให้เธอมีอำนาจผลักดันนโยบายใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้นและลดความคลุมเครือทางการเมืองในญี่ปุ่น
หุ้นญี่ปุ่น: ตลาดหุ้นตอบรับบวกอย่างแข็งแกร่งหลังผลเลือกตั้ง โดย ดัชนี Nikkei ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังนักลงทุนเชื่อว่าการชนะขาดลอยจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองและสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก.
เงินเยน: ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องหลังผลเลือกตั้ง โดยอ่อนลงแตะระดับต่ำสุดในช่วงสองสัปดาห์ เนื่องจากตลาดคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งมักกดดันสกุลเงินท้องถิ่น.
ตราสารหนี้: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (JGB) อยู่ภายใต้แรงกดดันขึ้น เนื่องจากคาดว่าจะมีการขยายการใช้จ่ายของรัฐมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อมูลค่าพันธบัตร
source : Reactions to Japan’s Takaichi heading for a landslide victory | Reuters
Anutin staked his election on nationalism
เลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2026: นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai) ได้ที่นั่งมากที่สุดในสภา แม้จะยังต้องรวมเสียงกับพรรคอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ใหม่ก็ตาม ขณะที่พรรคฝ่ายโปร-ประชาธิปไตย (People’s Party) ได้ผลคะแนนน้อยกว่าที่คาด
หุ้นไทย (SET Index):
ก่อนเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากการยุบสภาและความเสี่ยงด้านนโยบายที่อาจล่าช้า ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าอาจกดดันผลตอบแทนในระยะสั้นและทำให้กระแสเงินลงทุนต่างชาติระมัดระวังมากขึ้น.
หลังผลเลือกตั้ง หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้จริง จะช่วย คลายความกังวลทางการเมือง และส่งเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะถัดไป โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและสาธารณูปโภค.
เงินบาท & เศรษฐกิจมหภาค:
ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตาม ความเชื่อมั่นเชิงการเมือง และตัวเลขเศรษฐกิจจริงในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยถูกคาดการณ์จะเติบโตช้าลงราว 1.6-2.0% ตามการประเมินของกลุ่มธุรกิจ ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจากการเมืองและภาระส่งออก
source : Thailand’s PM Anutin staked his election on nationalism — and won | Reuters
Economic Calendar

กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน


จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 26 มกราคม 2569 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด