ตลาดหุ้นโลกในเดือนที่ผ่านมารีบาวด์ขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน เริ่มคลี่คลายในมุมมองของนักลงทุนที่ประเมินว่าไม่น่าบานปลาย ขณะที่สภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูงและนโยบายการเงินไม่ได้ตึงตัวเพิ่มเติม หนุนให้แรงซื้อกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง แรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะธีม ปัญญาประดิษฐ์ ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดยังคงให้ premium กับหุ้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมความคาดหวังต่อ Artificial General Intelligence ที่อาจมาเร็วขึ้น โดยรวม ตลาดถูกหนุนจากทั้ง earnings ที่แข็งแกร่งและ sentiment ที่ดีขึ้น แม้ความเสี่ยงยังมีอยู่ แต่โมเมนตัมระยะสั้นยังเป็นบวกต่อเนื่อง อีกทั้งแรงซื้อจากกองทุนขนาดใหญ่และกระแสเงินไหลเข้า ETF ยังคงช่วยเสริมทิศทางตลาดในฝั่งขาขึ้น


ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจาก Bond yield ที่ปรับลดลงหลังความเสี่ยงสงครามลดลงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ส่งผลให้ Earning Yield ลดลงจากราคาที่ปรับตัวขึ้น ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มแคบลงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last month

US–Iran Stalemate Weighs on Trump
ประเด็นสำคัญ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง United States กับ Iran ที่ยืดเยื้อมากกว่า 2 เดือน กำลังกลายเป็นภาระเชิงยุทธศาสตร์ต่อ Donald Trump มากกว่าผลลัพธ์เชิงชัยชนะ เนื่องจากเป้าหมายหลัก เช่น การหยุดโครงการนิวเคลียร์ การลดอิทธิพลของอิหร่าน หรือการสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะเดียวกัน อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งและกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงคะแนนนิยมของทรัมป์ ขณะที่ความพยายามทางการทูตยังติดทางตัน และข้อเสนอของอิหร่านถูกปฏิเสธ
นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์กำลังเข้าสู่ “สงครามค้างคา” ที่ไม่มีฝ่ายชนะชัดเจน และอาจทำให้ทรัมป์อยู่ในสถานะ “แย่กว่าก่อนเริ่มสงคราม” ทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และยุทธศาสตร์
ข้อเสนอของอิหร่าน: เปิดฮอร์มุซ + ลดความตึงเครียดทางทหารก่อน เพื่อสร้างบรรยากาศเจรจา แล้วค่อยพูดคุยเรื่องนิวเคลียร์ → อิหร่านมองว่าต้องคลายแรงกดดันก่อน ถึงจะเจรจาจากฐานที่มีศักดิ์ศรีได้
ทรัมป์ปฏิเสธทันที: ยืนยันว่าประเด็นนิวเคลียร์ต้องได้รับการแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก ไม่มีการผ่อนปรนก่อนได้ข้อตกลงเชิงโครงสร้าง → สะท้อนแนวทาง maximum pressure ที่ยังคงเป็นนโยบายหลักของทำเนียบขาว
Strategic Gap ยังสูงมาก: อิหร่านต้องการ relief ก่อน — สหรัฐฯ ต้องการ concession ก่อน วงจรนี้ยังหาจุดตัดไม่ได้ → ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามต้องยื่นมาก่อน ทำให้เจรจาแท้จริงยังไม่เริ่มต้น
ผลระยะสั้น: โอกาสคลี่คลายยังจำกัดมาก — ฮอร์มุซยังถูกควบคุม ราคาน้ำมันยังสูง และความตึงเครียดไม่ลดลง → ตลาดพลังงานโลกยังอยู่ในภาวะผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
source : Iran standoff could leave Trump worse off than before he went to war | Reuters
War Powers Tension Escalates
ประเด็นสำคัญ
ทำเนียบขาวประกาศว่าสงครามกับ Iran ได้ “ยุติแล้ว” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดของ War Powers Resolution 1973 ที่บังคับให้ต้องขออนุมัติจากสภาหากใช้กำลังเกิน 60 วัน
ฝ่ายบริหารอ้างว่าไม่มีการปะทะหลัง ceasefire จึงไม่เข้าข่าย “hostilities” แต่ฝ่ายนิติบัญญัติแย้งว่าการปิดล้อมทางทะเลและการคงกำลังยังถือเป็นการทำสงครามอยู่
ภาพรวมสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเรื่อง “อำนาจการทำสงคราม” ระหว่างประธานาธิบดีกับสภาคองเกรส และเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
War Powers Resolution 1973 กำหนดชัดเจน: หากฝ่ายบริหารทำสงครามเกิน 60 วัน ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา มิฉะนั้นต้องถอนกำลัง
→ ทำเนียบขาวเลือก “ประกาศยุติ” แทนการขออนุมัติ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมืองในสภา
ความเป็นจริงบนพื้นที่ยังไม่เปลี่ยน: ยังคงมีการปิดล้อมทางทะเล คงกำลังทหารในภูมิภาค และกดดันทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง
→ “ยุติสงคราม” ในกระดาษ แต่ปฏิบัติการจริงยังดำเนินต่อ
ฝ่ายนิติบัญญัติและนักกฎหมายจำนวนมากประณาม: มองว่าเป็นการใช้ช่องกฎหมายเพื่อเลี่ยงกลไกตรวจสอบของประชาธิปไตย
→ ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตบางส่วนแสดงความกังวล แต่ยังไม่มีการดำเนินการทางสภา
สะท้อน “ช่องโหว่โครงสร้าง” ของระบบ: อำนาจสงครามในสหรัฐฯ ถูกตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยฝ่ายบริหารทุกยุค
→ คดีนี้อาจกลายเป็น precedent ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีทำสงครามได้นานขึ้นโดยไม่ถูกตรวจสอบ
source : Trump says Iran war ‘terminated,’ as war powers deadline arrives | Reuters
US Launches “Project Freedom” Amid Hormuz Tanker Attack
ประเด็นสำคัญ
ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการ “ช่วยเหลือ/พาเรือพาณิชย์ออกจากพื้นที่อันตรายในช่องแคบฮอร์มุซ” หลังมีเรือจำนวนมากติดค้างจากความขัดแย้งในภูมิภาค และเสบียงเริ่มขาดแคลน โดยภารกิจนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการช่วย “เปิดเส้นทางเดินเรือ” และคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์
หลังประกาศไม่นาน มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูก “วัตถุไม่ทราบชนิดโจมตี” ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่ลูกเรือปลอดภัย เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่ยังคงสูงในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก
สหรัฐฯ ระบุว่าจะใช้กำลังทหารสนับสนุนภารกิจ รวมถึงกำลังพลจำนวนมาก เรือรบ และอากาศยาน เพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ ขณะที่สถานการณ์ยังคงเปราะบางและมีความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้งต่อเนื่อง
ด้านอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยเตือนว่าอาจตอบโต้หากกองกำลังต่างชาติเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในจุดยุทธศาสตร์น้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
source : US and Iran launch new attacks as they wrestle for control of Gulf waters | Reuters
UAE Exit Shakes OPEC+ Unity
ประเด็นสำคัญ
United Arab Emirates ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่สะท้อน “รอยร้าวเชิงโครงสร้าง” ภายในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยมีสาเหตุหลักจากความไม่พอใจต่อระบบโควตาการผลิตที่จำกัดศักยภาพการเพิ่มกำลังผลิตของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา UAE ได้ลงทุนอย่างหนักเพื่อเพิ่ม capacity การผลิตน้ำมัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยกรอบโควตาของ OPEC ทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ขณะที่ประเทศต้องการเร่ง monetization ของทรัพยากรในช่วงที่ demand โลกยังอยู่ในระดับสูง
การถอนตัวครั้งนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยน mindset จาก “collective supply control” ไปสู่ “national interest-driven strategy” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณให้ประเทศอื่นเริ่มตั้งคำถามกับกรอบความร่วมมือของ OPEC+ มากขึ้น
ในเชิงตลาด แม้ UAE จะยังคงประสานงานกับ OPEC+ ในบางระดับ แต่การออกจากกลุ่มอย่างเป็นทางการอาจลดประสิทธิภาพในการควบคุม supply และทำให้กลไกราคาอ่อนแอลง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ล่าสุด OPEC+ มีมติ “เพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันเล็กน้อย” ราว 188,000 บาร์เรล/วันในเดือนมิถุนายน แม้เกิดเหตุสำคัญคือการถอนตัวของ UAE และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังรุนแรง
การตัดสินใจครั้งนี้นำโดย 7 ประเทศหลัก เช่น ซาอุฯ รัสเซีย และอิรัก สะท้อนว่า OPEC+ ยังต้องการ “คงบทบาทในการควบคุมตลาด” และเดินหน้าตามแผนเดิม แม้โครงสร้างกลุ่มเริ่มเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตถูกมองว่า มีผลจริงจำกัด (symbolic) เพราะสงครามสหรัฐ–อิหร่านทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัด ส่งผลให้ปริมาณส่งออกจริงยังต่ำ
ก่อนหน้านี้ ผลผลิต OPEC+ ลดลงแรงกว่า 7.7 ล้านบาร์เรล/วัน จากปัญหาการส่งออกและโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ทำให้ตลาดยังตึงตัวและราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
โดยรวม การเพิ่มกำลังผลิตครั้งนี้จึงเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” มากกว่าการเพิ่ม supply จริงในตลาด และยังมีความเสี่ยงสูงว่าหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย อาจเกิดการแข่งขันด้านปริมาณหรือราคาในอนาคต
source : OPEC+ set for another oil output quota hike despite Hormuz closure, sources say | Reuters
US Speeds Up Cyber Fixes
ประเด็นสำคัญ
หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาปรับลด “ระยะเวลาแก้ไขช่องโหว่ระบบ” อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมราว 2–3 สัปดาห์ เหลือเพียงประมาณ 3 วัน เพื่อรับมือภัยคุกคามจากแฮกเกอร์ที่ใช้ AI ซึ่งสามารถค้นหาและโจมตีช่องโหว่ได้รวดเร็วขึ้นมาก
ปัจจัยกดดันหลักมาจาก AI รุ่นใหม่ เช่น Mythos และ GPT-5.4-Cyber ที่สามารถลดเวลาการโจมตีจากเดิมเป็นสัปดาห์หรือเดือน เหลือเพียง “ไม่กี่ชั่วโมง” ทำให้ฝั่งป้องกันต้องเร่งความเร็วตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามาตรการนี้อาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะการอัปเดตระบบต้องใช้เวลาในการทดสอบและทรัพยากร ขณะที่หลายหน่วยงานยังขาดบุคลากรและงบประมาณรองรับ
โดยรวม ประเด็นนี้สะท้อน “game changer” ของ AI ในโลกไซเบอร์ ที่กำลังบีบให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องยกระดับความเร็วในการป้องกันภัยแบบก้าวกระโดด มิฉะนั้นจะตามไม่ทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่
source : Exclusive: US officials weigh cutting deadlines to fix digital flaws amid worries over AI-powered hacking, sources say | Reuters
Pentagon Pushes AI Military
ประเด็นสำคัญ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท AI ชั้นนำ 7 แห่ง ได้แก่ OpenAI, Google, Microsoft, Amazon Web Services, NVIDIA, SpaceX และ Reflection เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยี AI ไปใช้งานบนเครือข่ายลับของกองทัพ
เป้าหมายหลักคือเพิ่มขีดความสามารถทางทหารในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผน การลอจิสติกส์ และการตัดสินใจในสนามรบ พร้อมลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว และเร่งเปลี่ยนกองทัพสหรัฐฯ ไปสู่ “AI-first military”
อย่างไรก็ตาม บริษัท Anthropic ถูกตัดออกจากดีล เนื่องจากข้อขัดแย้งกับรัฐบาลเรื่องข้อจำกัดการใช้ AI โดยเฉพาะในประเด็นความปลอดภัย เช่น การใช้งานด้านอาวุธหรือการสอดแนม จนถูกจัดเป็น “ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน” และนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย
ดีลดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มความร่วมมือเชิงลึกระหว่างภาครัฐกับ Big Tech ในยุคแข่งขัน AI ระดับโลก โดยเฉพาะกับจีน แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ในบริบททางทหาร
source : Pentagon reaches agreements with top AI companies, but not Anthropic | Reuters
Microsoft–OpenAI Deal Reset Ends Exclusivity
ประเด็นสำคัญ
1) เลิกผูกขาด (Biggest change)
Microsoft ไม่มีสิทธิ์ขาย/ให้บริการโมเดล OpenAI แบบ exclusive อีกต่อไป
OpenAI สามารถไปดีลกับคู่แข่งอย่าง Amazon, Google, Oracle ได้
2) OpenAI ได้ “อิสระ” มากขึ้น
สามารถใช้หลาย cloud (multi-cloud) เพื่อเพิ่ม capacity และขยายลูกค้า enterprise
ตอนนี้เริ่มไปจับมือ AWS แล้ว และดีมานด์สูงมาก
3) Microsoft ยังได้ประโยชน์อยู่ (แต่ไม่ผูกขาดแล้ว)
ยังเป็น partner cloud หลัก (Azure) ถึงปี 2032
ได้ส่วนแบ่งรายได้ 20% ถึงปี 2030 (มี cap)
4) เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ + เงื่อนไขสำคัญ
Microsoft ไม่ต้องจ่าย revenue share ให้ OpenAI เวลาใช้โมเดลบน Azure แล้ว
ยกเลิก clause เรื่อง AGI ที่เคยทำให้ดีลไม่แน่นอน
5) ทำเพื่ออะไร (Strategic reason)
OpenAI ต้องการ scale ธุรกิจ + เตรียม IPO
Microsoft ต้องการ lock revenue และลด regulatory risk เรื่องผูกขาด
source : Microsoft, OpenAI change terms of deal so startup can court Amazon and others | Reuters
Blue Owl Locks in SpaceX Gains
ประเด็นสำคัญ
บริษัท Blue Owl Capital เปิดเผยว่าได้ขายหุ้นประมาณครึ่งหนึ่งที่ถือใน SpaceX ที่มูลค่าประเมินราว 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้สามารถทำกำไรได้ประมาณ 10 เท่าจากเงินลงทุนเดิม ขณะยังคงถืออีกครึ่งหนึ่งต่อไป
การลงทุนดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2021 ด้วยเงินราว 27 ล้านดอลลาร์ และมูลค่าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในดีลที่สร้างกำไรสูงสุดของกองทุน
ดีลขายบางส่วนนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ล็อกกำไร” และใช้เป็นกันชน (hedge) เพื่อลดความเสี่ยงจากพอร์ตสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่อาจได้รับผลกระทบจาก AI
ทั้งนี้ SpaceX มีแผน IPO ภายในปี 2026 โดยอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ และระดมทุนราว 75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็น IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพรวมสะท้อนว่า SpaceX กลายเป็น “mega theme” ที่เชื่อมทั้งอุตสาหกรรมอวกาศและ AI ขณะที่นักลงทุนสถาบันเริ่มทยอยทำกำไรบางส่วนก่อนเหตุการณ์สำคัญอย่างการเข้าตลาดหุ้น
โดยมูลค่าบริษัทจากตัวเลข valuation ดีล/IPO ที่อัปเดตล่าสุดประมาณ :
ล่าสุด (ดีลรอง/นักลงทุน): ประมาณ $1.25 trillion (~1.25 ล้านล้านดอลลาร์)
เป้าหมายตอน IPO (กลางปี 2026): ส่วนใหญ่คาด $1.5 – $1.75 trillion
บางข่าวบอกอาจดันไปถึง $2 trillion+
source : Blue Owl sold about half its SpaceX holding at $1.25 trillion valuation, co-CEO says | Reuters
Highlight Earning Q1





This Week Earning Call


source : Earning Whispers / Unusualwhales
Economic Calendar

กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน

จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 01 เมษายน 2569 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซ อร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึง ต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ เช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบค่าธรรมเนียม เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end-fee) ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end-fee) ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยน หน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมในการโอนหน่วยลงทุนให้กับบุคคลอื่น หรือค่าปรับกรณีขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาถือครองที่กำหนดในโครงการ (Exit Fee) เป็น ต้น รวมถึง ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสินทรัพย์ของกองทุนรวม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee Fee) เป็นต้น ได้จาก Fund Factsheet กองทุนของแต่ละบลจ. บริษัทฯ ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของกองทุนตามที่ระบุไว้ใน Fund Fact sheet ของแต่ละบลจ. บริษัทฯ อาจได้รับค่าตอบแทน (Trailer Fee) จากบลจ. จากการแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในกองทุนนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นค่าบริการใน การให้คำแนะนำและดูแลการลงทุนของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจาก บริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลส์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด