ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกเคลื่อนไหวแบบระมัดระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยประเด็นหลักมาจากความตึงเครียดระหว่าง United States–Iran ซึ่งสร้างแรงกดดันผ่านความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ bond yield ขยับขึ้นและกดดันหุ้นกลุ่มเติบโต ขณะเดียวกันท่าทีของ Federal Reserve ที่ยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างชัดเจน ทำให้ตลาดอยู่ในช่วงปรับมูลค่าเพื่อสะท้อน risk premium ที่สูงขึ้น แม้ปัจจัยพื้นฐานบริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ภาพการซื้อขายจึงสลับระหว่างแรงขายในหุ้นเทคและการฟื้นตัวเชิงเทคนิคเป็นระยะ ขณะที่ทองคำปรับตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่พร้อมกลับเข้าสู่โหมด risk-on เต็มตัว ตลาดการเงินเคลื่อนไหวภายใต้ธีมหลักคือ “ความไม่แน่นอน”


ส่วนทางด้าน Bond yield ทรงตัวลดลงเล็กน้อยจากความไม่แน่นอนด้านโยบาย ทำให้ Earning Yield Gap โดยรวมมีแนวโน้มกว้างขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
News overview from last month

US and Israel launch “pre-emptive” attack against Iran
สถานการณ์ความขัดแย้งยกระดับอย่างรุนแรงเมื่อ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ต่อ อิหร่าน ภายใต้ชื่อ “Operation Epic Fury” โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีเชิงป้องกันเพื่อขจัดภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา ขณะที่อิสราเอลชี้ว่าเป็นการลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของตนเอง
รายงานระบุว่าการโจมตีครั้งนี้นำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของประเทศ และทำให้บรรยากาศในภูมิภาคตึงเครียดในทันที รัฐบาลอิหร่านประกาศตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยระบุว่าฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม
มีรายงานเหตุระเบิดและการเคลื่อนไหวทางทหารในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้หลายรัฐเพิ่มระดับการเฝ้าระวังด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน สายการบินจำนวนมากยกเลิกเที่ยวบินและหลายประเทศสั่งปิดน่านฟ้า ส่งผลให้การเดินทางและโลจิสติกส์ในตะวันออกกลางหยุดชะงักเป็นวงกว้าง
ภาคพลังงานได้รับผลกระทบทันที ผู้ประกอบการเรือและบริษัทน้ำมันหลายรายระงับการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก แม้ยังไม่มีประกาศปิดอย่างเป็นทางการ แต่คำเตือนจาก กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ทำให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงอุปทานทันที
ผลกระทบสะท้อนสู่ตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนแห่เข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทาน และตลาดหุ้นเผชิญแรงขายจากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ นอกจากนี้ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง OPEC+ ได้ส่งสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อพยุงเสถียรภาพตลาด แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเพียงพอหรือไม่หากสถานการณ์ลุกลาม
ในมิติการเมืองภายในสหรัฐฯ การตัดสินใจใช้กำลังโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญเสียงวิจารณ์จากสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่ตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมทางกฎหมาย ขณะที่อิหร่านเองก็เผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่อาจกระทบเสถียรภาพภายในประเทศ
สถานการณ์ทางทะเล (Maritime Security) ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มีการประกาศทางวิทยุ (VHF Ch. 16) ว่าช่องแคบถูกปิดโดยกองกำลัง IRGC ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม UKMTO (ยู-เค-เอ็ม-ที-โอ หรือศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่ง
สหราชอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความปลอดภัยในการเดินเรือในภูมิภาค) รายงานว่าการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ (UNCLOS) แต่ขอให้เรือพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังสูงสุด
โดยสรุป เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างมหาอำนาจกับอิหร่าน แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน การคมนาคม และตลาดการเงินทั่วโลก พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างหากไม่มีการควบคุมสถานการณ์ในระยะสั้น
Source : US and Israel launch “pre-emptive” attack against Iran | Reuters
Khamenei’s death triggers celebrations and grief
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ (Aftermath):
สุญญากาศทางอำนาจและการผงาดของกองทัพ (IRGC): แม้ตามกลไกแล้ว ‘สภาผู้เชี่ยวชาญ’ (Assembly of Experts) จะต้องเร่งเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ แต่ในยามวิกฤต กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จะเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จ อิหร่านอาจถูกบีบให้เปลี่ยนผ่านจาก “รัฐที่นำโดยผู้นำศาสนา” ไปสู่ “รัฐเผด็จการทหาร” อย่างเต็มตัวเพื่อรักษาความอยู่รอดของระบอบ
สงครามกลางเมืองและการลุกฮือ: อย่างที่สหรัฐฯ พยายามปลุกระดม กลุ่มประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล (เช่น กลุ่มที่เคยประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมา) อาจฉวยโอกาสที่ผู้นำเสียชีวิตลุกฮือครั้งใหญ่เพื่อโค่นล้มระบอบปลดล็อกขีดจำกัดการโจมตี: เครือข่ายตัวแทนของอิหร่าน (Axis of Resistance) ทั้งฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, ฮูตีในเยเมน, และกองกำลังในอิรัก/ซีเรีย จะเปิดฉากโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลแบบเต็มอัตราศึกโดยไม่มีการยั้งมืออีกต่อไป
พลังงานโลก: หากอิหร่านถูกต้อนจนมุม ไพ่ตายใบหนึ่งคือการสั่งปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานจนทำให้เศรษฐกิจโลกระส่ำระสาย
การเร่งสร้าง “อาวุธนิวเคลียร์”: อิหร่านอาจมองว่าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ต้องรักษาไว้อีกต่อไป และอาจถอนตัวจากสนธิสัญญาทุกฉบับเพื่อเดินหน้าผลิต “หัวรบนิวเคลียร์” ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อใช้เป็นหลักประกันความอยู่รอดสุดท้าย
สถานการณ์นี้จะจบลงอย่างไร? (Possible Endgames):
ฉากจบของวิกฤตนี้คาดว่าจะออกได้ 3 รูปแบบหลักๆ:
จบแบบที่ 1: ระบอบอิสลามิกพังทลาย (Regime Collapse) แรงกดดันทางทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ประกอบกับการลุกฮือของประชาชนภายในประเทศ ทำให้ IRGC ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เกิดการเปลี่ยนระบอบ (Regime Change) ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ แต่ตอนจบนี้จะแลกมาด้วยเลือดและชีวิตคนจำนวนมหาศาล และอาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจคล้ายอิรักหรือซีเรีย
จบแบบที่ 2: สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (All-Out Regional War) อิหร่านไม่ยอมจำนนและไม่เกิดการลุกฮือจากภายใน แต่กลายเป็นการเปิดสงครามสาดขีปนาวุธเข้าใส่กัน โครงสร้างพื้นฐานและโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลาย อิสราเอลได้รับความเสียหายหนักจากจรวดนับหมื่นลูก และสหรัฐฯ ต้องถลำลึกส่งทหารราบเข้าสู่สงครามตะวันออกกลางอีกครั้ง เป็นสงครามที่ยืดเยื้อและทำลายล้างเศรษฐกิจโลก
จบแบบที่ 3: เกาหลีเหนือแห่งตะวันออกกลาง (The North Korea Model) IRGC สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศไว้ได้ด้วยการปราบปรามอย่างเด็ดขาด และอิหร่านสามารถสร้าง “อาวุธนิวเคลียร์” ได้สำเร็จก่อนที่ระบอบจะล่มสลาย ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องหยุดการโจมตีเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ตอนจบนี้อิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวจากภายนอกโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นรัฐทหารที่ปิดประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ
source : Crowds worldwide rage or celebrate after Iran strikes; 23 killed in Pakistan | Reuters

ตลาดหุ้นฟื้นตัวช้าหรือเร็วจากสงครามนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่า “รบกันรุนแรงแค่ไหน” แต่อยู่ที่ตัวแปรสำคัญ 3 อย่างคือ: 1) กระทบการส่งออกน้ำมันหรือไม่ 2) ทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงตามมาไหม และ 3) สงครามมีความยืดเยื้อคลุมเครือนานแค่ไหน
นี่คือเหตุผลเบื้องหลังของแต่ละเหตุการณ์ครับ:
ทำไมบางอันฟื้นไว? (ใช้เวลาเป็นวัน สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือน)
วิกฤตสุเอซ (1956) [ฟื้นใน 4 วัน]: สงครามจบลงอย่างรวดเร็วมากเพราะมหาอำนาจ (สหรัฐฯ และโซเวียต) บีบให้อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิสราเอลถอนกำลังทันที แม้คลองสุเอซจะถูกปิดแต่สหรัฐฯ ช่วยส่งน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดโลกแทน ทำให้ไม่เกิดวิกฤตพลังงาน ตลาดจึงหายตกใจไว
สงครามหกวัน (1967) [ฟื้นใน 2 วัน]: ชัดเจนตามชื่อคือรบกันแค่ 6 วัน อิสราเอลชนะและคุมสถานการณ์ได้อย่างเด็ดขาดรวดเร็ว เมื่อไม่มีความยืดเยื้อ ตลาดก็กลับสู่สภาวะปกติทันที
สงครามอ่าว (1990-1991) [ฟื้นใน 6 เดือน]: ตอนที่อิรักบุกคูเวต (ส.ค. 1990) ตลาดตกใจกลัวน้ำมันขาดแคลนและหุ้นร่วงหนัก แต่เมื่อสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการพายุทะเลทราย (ม.ค. 1991) และชนะอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว ความคลุมเครือจบลง ราคาน้ำมันร่วงลงสู่ระดับปกติ ตลาดหุ้นจึงพุ่งกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
สงครามอิรัก (2003) [ฟื้นทันที]: กลไกตลาดคือ “ซื้อเมื่อมีข่าวลือ ขายเมื่อความจริงปรากฏ” (หรือในทางกลับกัน) ก่อนสหรัฐฯ บุก ตลาดหุ้นซึมและร่วงล่วงหน้าไปหลายเดือนจากความกลัว แต่พอเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ความไม่แน่นอนจบลง ประกอบกับสหรัฐฯ คุมเกมได้ไวในช่วงแรก ตลาดจึงวิ่งทะยานขึ้นทันที (Relief Rally)
อิสราเอล–ฮามาส (2023) [ฟื้นไว < 1 เดือน]: ความขัดแย้งถูกจำกัดวงอยู่ในฉนวนกาซา ไม่ได้ลุกลามไปยังผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างอิหร่านหรือซาอุดีอาระเบียโดยตรง ตลาดจึงประเมินว่า “ไม่กระทบเศรษฐกิจโลก” และหันกลับไปสนใจผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี (AI) และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed แทน
ทำไมบางอันฟื้นช้า? (ใช้เวลาเป็นปี หรือหลายปี)
สงครามยมคิปปูร์ (1973) [ฟื้นช้า 5-6 ปี]: นี่คือกรณีศึกษาที่เลวร้ายที่สุด ตลาดไม่ได้พังเพราะการยิงกัน แต่พังเพราะกลุ่มโอเปก (OPEC) ประกาศ “คว่ำบาตรไม่ขายน้ำมันให้สหรัฐฯ” ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 400% ทันที สิ่งนี้ทำให้เกิดภาวะที่น่ากลัวที่สุดทางเศรษฐกิจคือ Stagflation (เงินเฟ้อพุ่งสูงปรี๊ด + เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง) ตลาดหุ้นจึงพังทลายและต้องใช้เวลาฟื้นฟูเศรษฐกิจนานหลายปี
สงครามอิหร่าน–อิรัก (1980) [ฟื้นช้า 1-2 ปี]: เกิด “วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2” เนื่องจากทั้งอิหร่านและอิรักเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำมัน ซ้ำร้ายในตอนนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเปราะบางและมีเงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปสูงเกือบ 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นจึงถูกทุบจากทั้งราคาน้ำมันและดอกเบี้ยมหาโหด
ประเมินสถานการณ์ล่าสุด (มีนาคม 2026) น่าจะเป็นแบบไหน?
สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (อัปเดตถึงช่วง ก.พ. – มี.ค. 2026) ถือว่ามีการยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีข่าวการปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีโดยตรงเข้าไปในอิหร่าน และมีรายงานถึงการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นี่คือ Geopolitical Shock ระดับใหญ่มาก
รูปแบบการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจากสถานการณ์นี้ กำลังยืนอยู่บนทางแยก 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านตอบโต้อย่างไรครับ:
1. สคริปต์ฟื้นตัวไว (คล้ายปี 1991 หรือ 2003)
เงื่อนไข: หากการโจมตีของสหรัฐฯ/อิสราเอล สามารถทำลายศักยภาพทางทหารและการตอบโต้ของอิหร่านได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จนสงครามไม่ยืดเยื้อ
ผลลัพธ์: แม้ตลาดช่วงนี้จะผันผวนและร่วงลงหนักจากความตระหนก (Panic) แต่ถ้าช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz – จุดขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ไม่ถูกปิด ตลาดจะเกิดการพุ่งกลับอย่างรุนแรง (Relief Rally) ภายในเวลาไม่กี่เดือน เมื่อนักลงทุนเห็นว่า Supply น้ำมันปลอดภัย
2. สคริปต์ฟื้นตัวช้า (คล้ายปี 1973 หรือ 1980)
เงื่อนไข: หากอิหร่านหรือกลุ่มตัวแทน (Proxies) ตอบโต้ด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลาง จนทำให้การขนส่งน้ำมันชะงักงัน
ผลลัพธ์: ถ้าราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ $100 – $120 ต่อบาร์เรลและค้างอยู่ในระดับสูง จะทำให้ “เงินเฟ้อ” ทั่วโลกที่เพิ่งลดลงมา กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ยไม่ได้ หรือหนักสุดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ซึ่งจะลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หากเกิดสคริปต์นี้ ตลาดหุ้นอาจเข้าสู่ตลาดหมีและใช้เวลาฟื้นตัว 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย
source : WCIA
Nvidia’s results beat estimates
Nvidia & AI — ผลดีแต่ราคาหุ้นร่วง
นี่คือ paradox ที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้:
ตัวเลขที่ออกมา (25 ก.พ.):
Nvidia รายงานผลประกอบการ Q4 FY2026 ด้วย EPS $1.62 (+82% YoY) และรายได้ $68.1 พันล้านดอลลาร์ (+73.2% YoY) พร้อม Guidance ไตรมาสถัดไปที่ $78 พันล้านดอลลาร์ — ทำลายประมาณการของ Wall Street ทุกตัวชี้วัด
โดยรายได้จากธุรกิจ Data Center ซึ่งคิดเป็นกว่า 91% ของรายได้ทั้งหมด อยู่ที่ $62.3 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ $60.69 พันล้านดอลลาร์
แต่ราคาหุ้นกลับดิ่ง 5.5%:
หุ้นร่วง 5.5% ไปที่ $184.89 ถือเป็นการดิ่งหนักที่สุดในรอบ 10 เดือน แม้ผลประกอบการจะออกมาดีมาก
Goldman Sachs ระบุชัดเจนว่าการเติบโตของ Nvidia ในปี 2026 ถูก “ราคาเข้าไปในหุ้นหมดแล้ว” และตลาดต้องการเห็นเส้นทางการเติบโตสำหรับปี 2027 ซึ่งผลประกอบการครั้งนี้ไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ นอกจากนี้ในวันที่ 24 ก.พ. AMD และ Meta ยังประกาศสัญญาจัดหาชิป AI มูลค่า $60–100 พันล้านดอลลาร์ เป็นระยะ 5 ปี ซึ่งนับเป็นคู่แข่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของ Nvidia ในตอนนี้
source : Nvidia’s results beat estimates, but Wall Street wants more cash return | Reuters
OpenAI’s $110 billion funding round draws investment from Amazon
📌 OpenAI ระดมทุน 110 พันล้านดอลลาร์จาก Amazon, Nvidia และ SoftBank
OpenAI ประกาศว่ากำลังระดมทุน 110 พันล้านดอลลาร์ ในรอบเงินลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่าก่อนเงินสด (pre-money valuation) อยู่ที่ราว 840 พันล้านดอลลาร์. นักลงทุนหลักในรอบนี้ ได้แก่ Amazon ลงทุน 50 พันล้านดอลลาร์, Nvidia 30 พันล้านดอลลาร์ และ SoftBank 30 พันล้านดอลลาร์. การระดมทุนนี้เกิดขึ้นก่อนที่ OpenAI ตั้งเป้าจะทำ IPO ภายในปีนี้.
📌 ข้อตกลงร่วมกับ Amazon
ส่วนหนึ่งของข้อตกลง OpenAI กับ Amazon คือการใช้พลังประมวลผล AI จำนวนมากบนชิป Trainium ของ Amazon (ราว 2 GW) และให้ AWS ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ภายนอกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับแพลตฟอร์มองค์กร OpenAI Frontier อีกด้วย.
📌 ความสัมพันธ์กับ Microsoft ยังไม่เปลี่ยน
แม้จะมีข้อตกลงใหญ่กับ Amazon แต่ OpenAI ระบุว่า ความสัมพันธ์กับ Microsoft และ Azure ในแง่การให้บริการ API และสิทธิ์ใช้งานเทคโนโลยียังคงไว้เหมือนเดิม
source : OpenAI’s $110 billion funding round draws investment from Amazon, Nvidia, SoftBank | Reuters
US uses Anthropic in AI Iran strikes
🔥 1) สหรัฐฯ ใช้ AI ในปฏิบัติการรบจริงกับอิหร่าน
สหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยว่าใช้ระบบ AI ของ Anthropic ในการสนับสนุน ปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดย AI ช่วยในด้านการวิเคราะห์ข่าวกรองและการเลือกเป้าหมาย แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่งประกาศห้ามหน่วยงานรัฐบาลใช้ระบบของ Anthropic ก็ตาม ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งระหว่างการควบคุม AI กับการใช้จริงในสนามรบ
💡 2) เสียงเรียกร้องและความเสี่ยงของ AI ในสงคราม
นักวิจัยและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเตือนว่า AI จะเปลี่ยนวิธีทำสงครามอย่างลึกซึ้ง เช่นในบทความที่อธิบายว่า AI สามารถถูกใช้เพื่อฆ่าหรือโจมตีในสนามรบได้จริง ซึ่งเป็นสารคดี/รายงานที่เสนอภาพรวมของการใช้งาน AI ในการสังหารหรือปฏิบัติการทางทหาร
🌍 3) ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับ AI ทางทหาร
รายงานจากหลายประเทศระบุว่า จีนและประเทศ NATO รวมถึงประเทศต่าง ๆ กำลังพัฒนา AI สำหรับการใช้ในยุทธศาสตร์และความมั่นคง ซึ่งหมายความว่า AI จะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีสนับสนุน แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจและปฏิบัติการทหารในอนาคต
source : US uses Anthropic AI, B-2 bombers and suicide drones in Iran strikes | Reuters
AI can modernize COBOL
📉 หุ้น IBM ร่วงหนักสุดในรอบ 25 ปี
ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 หุ้น IBM ร่วง 13.2% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 หลังจากบริษัท AI อย่าง Anthropic เปิดเผยว่าเครื่องมือ AI ของตน (Claude Code) สามารถทำให้การอัปเกรดระบบ COBOL — ภาษาซอฟต์แวร์เก่าแก่ที่ใช้อย่างกว้างขวางบนระบบ IBM Mainframe — มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนทำให้ความต้องการบริการของ IBM ลดลง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความสำคัญของธุรกิจดั้งเดิมและผลประกอบการในอนาคตของ IBM ในระบบ enterprise services ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท
☁️ กังวลการเติบโตของบริการคลาวด์
ก่อนหน้านี้ในปี 2025 หุ้น IBM เคยปรับตัวลดลงมากกว่า 6.5% หลังเปิดเผยตัวเลขการเติบโตของบริการคลาวด์ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งสร้างความวิตกให้กับนักลงทุนที่คาดหวังว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้จากโซลูชันคลาวด์และ AI แต่ผลตอบรับกลับชะลอความเชื่อมั่นบางส่วนของตลาด
📊 ภาพรวมตลาด
แม้ดัชนีใหญ่ของ Wall Street จะปิดตลาดสูงขึ้นในวันเดียวกับที่ IBM ร่วง นักลงทุนยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม เนื่องจากความผันผวนของหุ้นรายใหญ่บางตัว (รวมถึง IBM) ส่งผลต่อตลาดเป็นวงกว้างในช่วงรายงานผลประกอบการและความกังวลเรื่อง AI disruption
source : OpenAI’s $110 billion funding round draws investment from Amazon, Nvidia, SoftBank | Reuters
Economic Calendar

กองทุนเสนอขายครั้งแรก และการจัดอันดับกองทุนพักเงิน


จัดอันดับกองทุนพักเงินประจำสัปดาห์ วันที่ 02 มีนาคม 2569 ประเภทกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว โดยเรียงตามอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี



ติดตามบทความอื่นๆได้ที่ https://wealthcertified.co.th/market-update/
Disclaimer
ข้อมูลและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ถูกรวบรวมขึ้นจากแหล่งที่มาที่พิจารณาแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามทางบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด ไม่อาจรับประกันความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันของเอกสารฉบับนี้ รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ข้อมูลและความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถนำเอามาใช้รับประกันผลตอบแทนในปัจจุบันและอนาคตได้ ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลขาดทุนจากการขาดทุนได้ จึงต้องทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานที่นำเสนอนั้น อาจไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องมีการเรียกเก็บจากผู้ลงทุน เป็นต้น
เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปและไม่สามารถนำไปแก้ไข ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยปราศจากความเห็นชอบและอนุญาตจากบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลธ์ เซอร์ติฟายด์ จำกัด